
ค่าเงินบาทแข็งกดดัน ธปท.ลดดอกเบี้ย
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์สัปดาห์แรกของปี 2561 ที่ผ่านมา ร้อนแรงเป็นตลาดกระทิง ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2561 ทะลุสูงเป็นประวัติศาสตร์ 1,803.93 จุด ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดตลาดที่ 1,795.45 จุด เพิ่มขึ้น 2.38% มูลค่าการซื้อขายสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์สัปดาห์แรกของปี 2561 ที่ผ่านมา ร้อนแรงเป็นตลาดกระทิง ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2561 ทะลุสูงเป็นประวัติศาสตร์ 1,803.93 จุด ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดตลาดที่ 1,795.45 จุด เพิ่มขึ้น 2.38% มูลค่าการซื้อขายสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ตลาดหุ้นไทยร้อนแรง เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจในเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจปี 2560 อาจจะขยายตัวได้ถึง 4% ขณะที่เศรษฐกิจปี 2561 อาจจะขยายตัวได้ถึง 4.5-5% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีมาต่อเนื่อง และภาคเอกชนไทยเริ่มมั่นใจที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้นักลงทุนตลาดหุ้นมองว่า บริษัทในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัว รวมถึงได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ของภาค ทำให้เร่งขนเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก จนดัชนีไทยร้อนแรงอย่างมากตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือ ค่าเงินบาทของไทยก็แข็งค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยวันที่ 5 ม.ค. 2561 ค่าเงินบาทขึ้นไปแข็งค่าสูงสุด 32.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 38 เดือน ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 32.22 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนต้องการเงินบาทเพื่อมาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก รวมถึงนำมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดโลก โดยเปิดทำการ 3 วันแรกของปีมีมูลค่าถึง 3.6 หมื่นล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 32-32.40 บาท/ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินบาทของไทยยังมีทิศทาง แข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ถูกประเมินว่าดี และตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ของไทยที่ยังร้อนแรงที่ให้ผลตอบแทนสูง
แม้ว่าตลาดหุ้นที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นดัชนีชี้วัดว่านักลงทุนมั่นใจเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แต่การที่ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ารวดเร็วและต่อเนื่องตามไปด้วย ทำให้เป็นบูเมอแรงย้อนกลับมา กระทบกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกับการส่งออกของไทยที่กำลังขยายตัวได้ดี และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2560 ต่อเนื่องมาถึงปี 2561 เกิดอาการสะดุดได้
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ออกมาประเมินว่า ค่าเงินบาทปีที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น 10% ทำให้มูลค่าการส่งออกสูญเสียไปถึง 3.5 แสนล้านบาท และพยายามหาทางเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่านี้
ขณะที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็นั่งไม่ติดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเดินทางไปหารือกับ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ด้วยตัวเองที่ ธปท. โดยไม่มีการนัดหมายมาก่อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าไปหารือเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไปจนเริ่มอาจจะกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ให้สะดุดได้
นอกจากนี้ สมคิดยังเรียก อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะร่วมกันประเมินมาตรการรองรับผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จนเริ่มเป็นผลไม่ดีกับเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะออกมายืนยัน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมไม่แข็งค่าหรืออ่อนค่าเกินไป แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากย้อนไปปลายปี 2560 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ทางกระทรวงการคลังก็ออกมากดดันให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับ 1.50% ลง เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุน ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง เพราะเห็นว่าเงินที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นของไทย ไม่ได้เข้ามาลงทุนโดยตรง
นอกจากนี้ คลังยังเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อปีที่ผ่านมาอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.อยู่มาก การลดดอกเบี้ยก็จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้น โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่กระทบกับเสถียรภาพที่ ธปท.ดูแล อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็ปฏิเสธที่จะลดดอกเบี้ยตามข้อเสนอของ ธปท.ทันที
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปีนี้ต่างจากปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีได้ไม่กี่วันตลาดหุ้นไทยร้อนแรงทำค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มเช่นนี้ตลอดปี ซึ่งจะเป็นแรงกดดัน ธปท.มากขึ้น โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.จะมีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น การเข้าแทรกแซงค่าเงิน แต่การดำเนินการนี้ก็อาจจะมีผลขาดทุนจำนวนมากตามมา
ที่ผ่านมา การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ไว้ที่ระดับ 1.50% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศและดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศ ทำให้ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากและมานำเงินดังกล่าวมาฝากกับ ธปท.กินดอกเบี้ยโดยไม่ต้องลำบากไปปล่อยกู้ให้มีความเสี่ยง มีการประเมินกันว่าปัจจุบัน ธปท.ดูดซับสภาพคล่องไว้กว่า 3 ล้านล้านบาท มีต้นทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ ผู้ว่านั่งเป็นประธาน มีข่าวลอดออกมาว่า มีกรรมการบางคนเสนอให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความไม่สบายใจอย่างมากกับฝ่ายนโยบายทางการเมือง เพราะเห็นว่าหากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่ม เศรษฐกิจ ที่กำลังขยายตัวได้ดีอาจล้มครืนลงมาทันที
จึงไม่ต้องแปลกใจที่สมคิดจะเดินทางไปพบผู้ว่าการ ธปท.จับเข่าคุยเรื่องการดูแลค่าเงินบาท ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการบอกกันตรงๆ แต่ก็จับสัญญาณ ได้ว่ารัฐบาลต้องการให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อทำให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ให้อ่อนค่าลงไม่กระทบกับการส่งออกและเศรษฐกิจของไทย
นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยยัง ส่งผลดีกับเศรษฐกิจ กระตุ้นการ บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยอภิศักดิ์ ระบุว่า หากปีนี้เอกชนลงทุน ก็จะทำให้เศรษฐกิจปี 2561 ขยายตัวได้ถึง 5% ได้
ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยของ ธปท.ยังลดต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลที่กู้มาลงทุนด้านโครงการสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เฉพาะปีงบประมาณ 2561 มีการกู้ขาดดุลถึง 4.5 แสนล้านบาท หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยก็จะลดภาระทางการคลังของประเทศไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทในปีนี้จึงเป็นประเด็นร้อนอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและต่อเนื่องเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะมีแรงกดดันจากภาคส่วนต่างๆ ให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งไปเช่นกัน จน ธปท.ไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป n







