
‘อลิอันซ์’ ลุ้นแผน จัดระเบียบธุรกิจในไทย
โดย วารุณี อินวันนา กลุ่มอลิอันซ์เดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจในไทย ผ่านบริษัท ศรีอยุธยาฯ เตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 19 ม.ค.นี้ ให้บริษัทลูกรับโอนกิจการ เข้าซื้อหุ้นบริษัทประกันชีวิต พร้อมขอเพิ่มทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขยายขนาดธุรกิจ
โดย วารุณี อินวันนา
กลุ่มอลิอันซ์เดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจในไทย ผ่านบริษัท ศรีอยุธยาฯ เตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 19 ม.ค.นี้ ให้บริษัทลูกรับโอนกิจการ เข้าซื้อหุ้นบริษัทประกันชีวิต พร้อมขอเพิ่มทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขยายขนาดธุรกิจ
บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาให้ความเห็นว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ศรีอยุธยา แคปปิตอล (AYUD) เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2560 ได้พิจารณาแนวทางในการทำงานร่วมกันในธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย ระหว่างบริษัทและกลุ่มอลิอันซ์ โดยมีมติอนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้น ในวันที่ 19 ม.ค. 2561 นี้ เพื่อขออนุมัติ 3 เรื่อง
1.ให้บริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย (SAGI) ซื้อและรับโอนกิจการทั้งหมดจากบริษัท อลิอันซ์ ประกันภัย (AZTH) มูลค่า 1,253 ล้านบาท
2.ให้บริษัทซื้อหุ้น บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต (AZAY) 11.80% รวมเป็น 31.97% จากบริษัท อลิอันซ์ เอสอี และบริษัท ซีพีอาร์เอ็น (ประเทศ ไทย) (CPRNT)
3.บริษัทจะเพิ่มทุนเป็น 346 ล้านบาท จากเดิม 250 ล้านบาท โดย การออกหุ้นสามัญขายให้กับบริษัท อลิอันซ์ เอสอี และบริษัท ซีพีอาร์เอ็น (ประเทศไทย) ซึ่งทั้งสองบริษัทจะนำหุ้นบริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต มาชำระเป็นค่าหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท จะทำให้ทั้งสองกลุ่มถือหุ้นในบริษัทรวมกันมีจำนวน 40.34% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท มีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท
สำหรับการทำรายการทั้งหมดเพื่อเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างบริษัทและอลิอันซ์ กรุ๊ป รวมถึงพัฒนาประสิทธิภาพในการประกอบกิจการ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนลงด้วยวิธีการต่างๆ และยังมีข้อดี ประกอบด้วย
หนึ่ง เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายฐานลูกค้า โดยบริษัทจะได้ช่องทางนายหน้าที่เป็นช่องทางหลักของบริษัท อลิอันซ์ ประกันภัย ซึ่งข้อดีของช่องทางนี้ คือ ความสามารถในการหาและเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าช่องทางอื่นๆ สามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพราะมีความเป็นมืออาชีพและมีความคุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างดี
สอง เกิดการประสานประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีประสบการณ์ในการรับประกันวินาศภัยในไทยมานาน รวมถึงมีสายผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน ทั้ง อัคคีภัย ภัยทางทะเลและขนส่ง ภัยเบ็ดเตล็ด และภัยรถยนต์ จึงคาดว่าจะส่งผลดีต่อการประกันธุรกิจหลักในด้านการประสานประโยชน์ เช่น กระบวนการทำงานและการให้บริการต่อลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ก่อใก้เกิดการประหยัดต่อขนาดทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ
สาม ทำให้บริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นทันที 1.25% และได้สาขาเพิ่มขึ้นอีก 14 แห่ง ส่งเสริมการให้บริการลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ สามารถนำรายได้ไปลงทุนสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น ลดการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่จากบริษัท ศรีอยุธยาฯ
สี่ เพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ซึ่งที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานดีอย่างต่อเนื่อง โดยงวด 9 เดือน ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 1,381 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการโอนธุรกิจอาจต้องใช้เวลาในการปรับการบริหารจัดการภายในองค์กร เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา บริษัทแต่ละแห่งอาจมีแนวทางการบริหารจัดการและวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาประเมินมูลค่าปัจจุบันของรายได้และค่าใช้จ่ายของบริษัท ศรีอยุธยา แคปปิตอล ที่จะดำเนินการต่อเนื่องไปในอนาคต เป็นเวลา 10 ปี โดยหลังจากปี 2569 จะเติบโตประมาณ 2% โดยมูลค่าที่เหมาะสมจะเท่ากับ 1.33-1.48 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับ 53.37-59.54 บาท/หุ้น







