
3 เลือกตั้งไม่หวั่น อาเซียน 2018 ยังแรงต่อ
นันทิยา วรเพชรายุทธปี 2017 ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นปีทองของหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การค้าโลกช่วยดึงหลายชาติส่งออกให้ฟื้นขึ้นมาจากหลุมได้ สำนักวิเคราะห์หลายแห่งระบุตรงกันว่า ทิศทางขาขึ้นน่าจะมีแรงส่งต่อยาวได้ตลอดในปี 2018 นี้ โดยยังได้อานิสงส์จาก 2 ปัจจัยหลักคือ การค้าโลกที่ฟื้นตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งใหญ่ใน 3 ประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งมาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย รวมถึงเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซียก็ตาม
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปี 2017 ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นปีทองของหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การค้าโลกช่วยดึงหลายชาติส่งออกให้ฟื้นขึ้นมาจากหลุมได้ สำนักวิเคราะห์หลายแห่งระบุตรงกันว่า ทิศทางขาขึ้นน่าจะมีแรงส่งต่อยาวได้ตลอดในปี 2018 นี้ โดยยังได้อานิสงส์จาก 2 ปัจจัยหลักคือ การค้าโลกที่ฟื้นตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งใหญ่ใน 3 ประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งมาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย รวมถึงเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในอินโดนีเซียก็ตาม
หากเริ่มต้นมองกันในภาพรวมก่อนเป็นอันดับแรกนั้น จีดีพีในปีนี้ของอาเซียนยังมีแนวโน้มเติบโตดี แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแค่เล็กน้อยเนื่องจากฐานที่สูงขึ้นมากก็ตาม ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับขึ้นคาดการณ์จีดีพีอาเซียน 2018 เมื่อเทียบคาดการณ์เดิมถึง 2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว โดยคาดว่าปีนี้จะโตได้ 5.2% นำโดย 4 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ที่จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ธนาคารเอชเอสบีซี มองว่ากลุ่ม 6 เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนปีนี้จะเติบโตได้ดีขึ้นทั้งหมด ยกเว้นเพียงอินโดนีเซียประเทศเดียวเท่านั้น
ในแง่การเติบโตของจีดีพีนั้น "ฟิลิปปินส์" จะยังคงขยายตัวได้ดีที่สุดในอาเซียนต่อเนื่อง โดยเอชเอสบีซีให้ไว้ที่ 6.7% มากกว่าคาดการณ์เดิมที่ 6.5% นำโดยการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานของรัฐบาล การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน การส่งออกที่ฟื้นตัว และการส่งเงินกลับของแรงงานในต่างประเทศที่เสถียรขึ้น
ธนาคารโนมูระคาดการณ์ว่า จะมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ไหลเข้าต่อเนื่องในปีนี้ จากที่ไหลเข้า 9 เดือนแรกของปีก่อน ที่ 5,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม การเดินหน้าปฏิรูป การผ่อนคลายการลงทุนในบางภาคธุรกิจ และความคาดหวังว่าจะมีการลดภาษีนิติบุคคลลงภายใต้มาตรการปฏิรูปภาษีในปีนี้ และผลของการเปิดเสรีภาคธนาคารเมื่อปี 2014 ที่จะมีแบงก์ต่างชาติทยอยเข้ามาซื้อแบงก์ท้องถิ่น แต่การเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของฟิลิปปินส์ในปีนี้ หากความนิยมทั้งในและนอกสภาของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ลดลง ก็อาจกระทบต่อการผลักดันกฎหมายและบรรยากาศในภาพรวม แม้ว่าในเบื้องต้นนั้นจะยังไม่มีอะไร น่าห่วงก็ตาม
ขณะที่ "เวียดนาม" นับเป็นอีกประเทศที่มีอนาคตสดใสที่สุดบนคาดการณ์จีดีพีที่ 6.5% ทั้งจากเอชเอสบีซีและเอดีบี แม้ว่าจะลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 6.8% หรือโตสุดในรอบ 10 ปี แต่ก็ยังนับเป็นการเติบโตที่มั่นคง นำโดยการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภายใน หลังจากในปีที่แล้วตัวเลขลงทะเบียนเอฟดีไอถึง ณ วันที่ 20 ธ.ค. เติบโตถึง 44% อยู่ที่ 2.96 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทวิจัยทางการเงิน เอสเอสไอ รีเสิร์ช คาดว่าจะมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นในปีนี้เพิ่มขึ้นถึงเลข 2 หลักและในปีที่แล้วการลงทุนของบริษัทต่างชาติด้านการผลิตเพื่อส่งออกยังขยายตัว 23% ไปแตะ 1.55 แสนล้านดอลลาร์
ในปีนี้คาดว่าเวียดนามจะยังมีเงินสะพัดเข้ามาอีกมาก โดยเฉพาะจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านพลังงาน ซึ่งจะมีการขายหุ้นระดมทุนกว่า 570 ล้านดอลลาร์ อาทิ การขายหุ้น 20% ในบริษัท ปิโตรเวียดนาม พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น
ส่วน "อินโดนีเซีย" ซึ่งเอชเอสบีซีคาดการณ์เติบโตที่ 5.2% หรือลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 5.3% นั้น แม้จะนับเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ก็สร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่ายแม้แต่รัฐบาลอินโดนีเซียเอง ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจปีที่แล้วอาจโตได้เกิน 5% มานิดหน่อย จากที่ตั้งเป้าไว้ 5.2% จากการบริโภคที่อ่อนแรง จาการ์ตาโพสต์รายงานว่า ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ได้ตั้งคำถามระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าเหตุใดอินโดนีเซียที่ได้ปรับเครดิตเรตติ้งจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เป็นรายที่ 3 และได้ขยับอันดับ Doing Business ของธนาคารโลกมาอยู่ที่ 72 จาก 140 ในปีที่แล้ว อีกทั้งยังมีทุนไหลเข้าจนดัชนีคอมโพสิตทุบสถิติใหม่หลายครั้ง แต่กลับไม่ช่วยดันเศรษฐกิจเท่าที่ควร
เอชเอสบีซีมองว่า สถานการณ์ในปีนี้น่าจะสดใสกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย นำโดยการกระเตื้องขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน อันเป็นผลพวงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันและสินค้าเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงกับปากท้องของประชาชน และในปีนี้ก็จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศในระดับผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกเทศมนตรี ซึ่งคาดว่าจะทำให้บรรยากาศท้องถิ่นในภาพรวมคึกคักขึ้นจากปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี หากจะเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวคึกคักมากกว่านี้ คงต้องรอการลงทุนภาคเอกชนก่อน
ด้าน "มาเลเซีย" ซึ่งจะมีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนวันที่ 24 ส.ค. พันธมิตรพรรคฝ่ายค้านได้เสนอชื่อ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ลงชิงตำแหน่งกับนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค โดยมหาเธอร์จะเข้าแทนที่ของ อันวาร์ อิบรอฮิม ซึ่งยังอยู่ในคุก จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 8 มิ.ย.
ทว่า ปัจจัยการเมืองไม่ใช่ทั้งความเสี่ยงและอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในปีนี้ เนื่องจากมองกันว่านาจิบและพลพรรคอัมโนน่าจะคว้าชัยเสียงส่วนใหญ่ได้ โดยผลโพลปัจจุบันยังเทไปทางนั้น
เศรษฐกิจของมาเลเซียที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 5.1% ในปีนี้ นำโดยภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อที่ขยายตัวจะทำให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ตามทิศทางโลกหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง แต่ถึงอย่างนั้นปัจจัยบวกด้านโภคภัณฑ์ก็ถือเป็นความเสี่ยงเบอร์ 1 ในปีนี้ด้วยเช่นกัน เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหากธุรกิจเชลออยล์กลับมาฟื้นตัว ก็อาจฉุดราคาน้ำมันและสินค้าเกษตรให้ดิ่งลงอีกครั้ง
ขณะที่การเลือกตั้งใน "กัมพูชา" ก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อภาพรวมในปีนี้เช่นกัน หลังจากที่ศาลสูงมีคำสั่งยุบพรรคทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน อยู่ในสถานะไร้พ่ายไปแล้ว เป็นที่คาดว่าแม้กัมพูชาจะเลือกข้างจีนที่เป็นทั้งนักลงทุนและผู้บริจาคเบอร์ 1 อย่างชัดเจน แต่ก็จะไม่ท้าทายชาติตะวันตกมากเกินไปจนกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะภาคสิ่งทอที่ยังต้องพึ่งตลาดยุโรปและสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งเวิลด์แบงก์คาดว่าปีนี้กัมพูชาจะโตได้ 6.9%
ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่เบ็ดเสร็จและเศรษฐกิจการค้าที่ยังโตต่อเนื่องมาจากปีก่อน ปี 2018 จึงน่าจะยังเป็นอีกหนึ่งปีที่สดใสขึ้นได้เล็กน้อย แม้ว่าปัจจัยจากต่างประเทศทั้งนโยบายการเงินโลก การปกป้องการค้าที่อาจกลับมาอีกครั้ง และการเมืองร้อน อาจสะเทือนอาเซียนและโลกได้อีกในปีนี้ n







