
ญี่ปุ่นยังไม่ตอบสนอง ต่อแรงกระตุ้นเท่าที่ควร
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ธนาคารกสิกรไทยผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ไม่สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดเท่าใดนัก เพราะผลที่ออกมาล้วนแต่เป็นไปในทิศทางที่ตลาดคาดไว้อยู่แล้ว เช่น 1) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% 2) คุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ 0% และ 3) คงระดับการซื้อหุ้นผ่านกองทุน ETF (กองทุนที่กระจายการลงทุนในหุ้นและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์)
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ธนาคารกสิกรไทย
ผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ไม่สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดเท่าใดนัก เพราะผลที่ออกมาล้วนแต่เป็นไปในทิศทางที่ตลาดคาดไว้อยู่แล้ว เช่น 1) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% 2) คุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ 0% และ 3) คงระดับการซื้อหุ้นผ่านกองทุน ETF (กองทุนที่กระจายการลงทุนในหุ้นและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์)
แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจเพิ่มเติมก็คือ การส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวเพิ่มมากขึ้น และการทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง หากบีโอเจพบว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้ตามคาด ซึ่งตลาดมองว่าน่าจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณการฟื้นตัวที่สำคัญ อาจยัง ไม่ปรับขึ้นไปยังเป้าหมายที่ 2% แม้ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index หรือ PPI) เดือน พ.ย.ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2008 และขยายตัวติดต่อเป็นเดือนที่ 11 โดยได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า CPI ซึ่งเป็นตัววัดอัตราเงินเฟ้อจะไม่ได้เร่งขึ้นตาม PPI ด้วยเหตุผลดังนี้
1.PPI มีสัดส่วนของราคาวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก โดยสินค้าสำเร็จรูปมีน้ำหนักเพียง 1 ใน 4 ของดัชนีและราคาสินค้าสำเร็จรูปไม่ได้ปรับขึ้นรวดเร็วเท่าปี 2013
2.การปรับขึ้นของ PPI ถูกขับเคลื่อนโดยการอ่อนลงของค่าเงินเยน หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 2016 แต่ปรากฏว่า ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าในปีที่ผ่านมา 3.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่า PPI อาจชะลอตัวลงในอนาคตอันใกล้นี้
3.ความสัมพันธ์ระหว่าง PPI และ CPI ไม่ได้มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัวขึ้นในปลายปี 2015 แม้ว่าราคาผู้ผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นก็ตาม
4.ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจะส่งผลกระทบน้อยลง เพราะเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นสัดส่วนที่เล็กลงเมื่อเทียบกับฐานราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในปี 2016
เมื่อพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค. อยู่ที่ 0.8% (ไม่รวมราคาสินค้าประเภทอาหาร) ประกอบกับการเติบโตของ ค่าจ้างแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ พบว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงไม่ตอบสนอง แรงกระตุ้นเหมือนอย่างเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น น่าจะยังคงต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากบีโอเจต่อ นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังกับการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นมา มากกว่า 20% แล้วในปี 2017







