posttoday
ศักยภาพการพัฒนา ข้าวตลาดเฉพาะของไทย

ศักยภาพการพัฒนา ข้าวตลาดเฉพาะของไทย

07 มกราคม 2561

ศักยภาพการพัฒนา ข้าวตลาดเฉพาะของไทยแนวทางหนึ่งที่มีการยกมาในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในระยะยาว

โดย เดชรัต สุขกำเนิด

ศักยภาพการพัฒนา ข้าวตลาดเฉพาะของไทยแนวทางหนึ่งที่มีการยกมาในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในระยะยาวคือ การพัฒนาข้าวตลาดเฉพาะ (หรือNiche Market)

ทั้งนี้ ข้าวตลาดเฉพาะ หมายถึง สินค้าข้าวที่มีคุณสมบัติเพื่อตลาดเฉพาะที่อาจเป็นผลผลิตจากกระบวนการผลิตที่มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ข้าวที่มีปลูกเฉพาะในเขตพื้นที่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกว่า ข้าว GIและข้าวโภชนาการสูง ซึ่งเป็นข้าวที่อุดมด้วยทั้งชนิดและปริมาณของธาตุและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

เจตนาสำคัญของการพัฒนาข้าวตลาดเฉพาะคือการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ข้าวให้เพิ่มสูงขึ้น ตาม (ก)คุณภาพทางประสาทสัมผัส (หรือความอร่อย) (ข) ตามคุณค่าทางโภชนาการ และ (ค) ตามความปลอดภัยทางอาหาร เช่น ข้าวอินทรีย์

ซึ่งหากเราเดินดูในท้องตลาด ในร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือในอินเทอร์เน็ต เราจะพบข้าวถุงที่มีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม (กก.) ไปจนถึง ร้อยกว่าบาท/กก.ก็มี ราคาที่แตกต่างกันนี้ เกิดมาจากปัจจัยใดบ้าง?

ราคาข้าวตลาดเฉพาะขึ้นอยู่กับอะไร

จากการเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ข้าวในตลาดมา 183 ตัวอย่าง เมื่อเดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา แล้วนำมาวิเคราะห์สมการถดถอยตามแบบจำลอง Hedonic Price Model เพื่อแยกแยะปัจจัยที่มีผลต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลปรากฏดังนี้

ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือ พันธุ์ โดยหากเทียบจากราคาพื้นฐานขั้นต่ำที่ 30 บาท/กก. หากผลิตภัณฑ์เป็นข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลินิล จะมีราคาเพิ่มขึ้นอีก ตั้งแต่ 30 บาท/กก.จนถึง 50 บาท/กก. แปลว่า ถ้าเป็นข้าวหอมมะลินิลตอนนี้ราคาโดยพื้นฐานที่ยังไม่รวมปัจจัยอื่นๆ จะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท/กก.

ปัจจัยที่ผลรองลงมาคือ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยหากมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองระดับสากลเช่น IFOAM ราคาจะเพิ่มขึ้นอีก 15 บาท/กก. และมาตรฐานข้าวหอมมะลิ 100% (ตรา มือพนม) จะมีราคาเพิ่มขึ้น 8.8 บาท/กก. ส่วนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย
ยังไม่มีผลต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับมาตรฐานGMP ก็ยังไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

เช่นเดียวกับการแสดงมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI ก็ยังไม่มีผลต่อราคาข้าวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่การระบุแหล่งผลิตที่เป็นที่รู้จัก (เช่น ทุ่งกุลาร้องไห้ เชียงราย พัทลุง) มีผลให้ราคาเพิ่มขึ้น 7 บาท/กก. แปลว่าผู้บริโภคก็น่าจะให้ความสำคัญกับแหล่งผลิต เพียงแต่
ยังไม่รู้จักหรือไม่เห็นความจำเป็นของมาตรฐาน GI

ศักยภาพการพัฒนา ข้าวตลาดเฉพาะของไทย

ในแง่บรรจุภัณฑ์ก็มีผลสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่า (หรือราคาต่อหน่วย) ของผลิตภัณฑ์ โดยการบรรจุแบบ 1 กก. จะมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 11 บาท/กก. และการบรรจุกล่องกระดาษ (เพื่อใส่คลุมถุงสุญญากาศอีกชั้นหนึ่งจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 19.5 บาท/กก. เลยทีเดียว)

เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่า จุดสำคัญสำหรับการพัฒนาข้าวในตลาดเฉพาะคือ ก) พันธุ์ที่มีคุณภาพเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาด ข) มาตรฐานที่ผู้บริโภคยอมรับ ค) บรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและดึงดูดใจ และ ง) แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง และ/หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ

ข้าวสารคุณภาพดีไม่ได้แพงอย่างที่คิด

อย่างไรก็ดี หลายคนอาจกังวลใจว่า การซื้อขายข้าวตลาดเฉพาะมารับประทานเป็นประจำอาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจนเกินสมควร ผมเลยลองคิดต้นทุนค่าข้าวสารจากข้าวตลาดเฉพาะให้ดูกันครับ

โดยทั่วไป ข้าวสาร 1 กก. สามารถใช้หุงข้าวได้ประมาณ 12 จาน (จานละประมาณ 80 กรัม)

เพราะฉะนั้น ถ้าเราซื้อข้าวสารหอมมะลิในตลาดทั่วไป ราคาประมาณ 40 บาท/กก. ต้นทุนค่าข้าวสารที่อยู่ในข้าวสวย 1 จาน จะเท่ากับ 3.33 บาท/จาน (ยังรวมค่าไฟฟ้าและค่าแรงงาน)

แต่ถ้าเราหันมาทานข้าวคุณภาพดีในข้าวตลาดเฉพาะเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์ หรือข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในราคา 80 บาท/กก. (หรือแพงขึ้นเท่าตัว) ต้นทุนค่าข้าวสารคุณภาพดีที่อยู่ในข้าวสวย จะประมาณ 6.7 บาท/จาน

สมมติว่าเราตัดสินใจทานข้าวเช่นนี้ไปทุกวัน วันละ2 มื้อ ต้นทุนค่าข้าวสารคุณภาพดีของเราจะอยู่ที่ 402 บาท/คน/เดือน หากเทียบเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้น การทานข้าวคุณภาพดีในตลาดเฉพาะจะทำให้เราจ่ายแพงกว่าเดิม 201 บาท หรือเท่ากับกาแฟสด 4 แก้วในเวลา 1 เดือน

หากเทียบกับรายได้ของครัวเรือนที่มีรายได้สูงที่สุด 20% แรกของประเทศ เงินที่เพิ่มขึ้น 201 บาท/เดือน ก็จะเท่ากับร้อยละ 0.75 หรือไม่ถึง 1% ของรายได้ประจำของครัวเรือนในกลุ่มนี้ (26,545 บาท/คน/เดือน) หรือหากเทียบกับครัวเรือน 20% ต่อมา
ที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 11,269 บาท/คน/เดือนค่าใช้จ่ายข้าวคุณภาพดีที่เพิ่มขึ้นก็จะเท่ากับร้อยละ 1.8 ของครัวเรือนกลุ่มนี้

ข้าวคุณภาพดี ที่ทั้งอร่อย ปลอดภัย และเปี่ยมคุณค่าทางโภชนาการจึงไม่ได้แพงอย่างที่เราคิด และหากเราสามารถขยายตลาดข้าวคุณภาพดี ให้ครัวเรือนที่มีกำลังซื้อ เช่น ครัวเรือนที่กำลังซื้อ เช่นครัวเรือน40% แรกของประเทศ ได้เลือกข้าวที่ถูกปากถูกใจของแต่ละบ้านได้สักครึ่งหนึ่งของครัวเรือนกลุ่มนี้ทั้งหมด (ประมาณ 13 ล้านคน) ชาวนาของเราก็คงจะสามารถขายข้าวคุณภาพดีได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การพัฒนาข้าวตลาดเฉพาะจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพมาก เพียงแต่จำเป็นจะต้องมีการส่งเสริมและเอาจริงเอาจังในเรื่อง ก) การพัฒนาและการคัดเลือกสายพันธุ์ ข) การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้สะดวก รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ ค) การตรวจสอบคุณค่า
ทางโภชนาการของข้าวสายพันธุ์และแหล่งผลิตต่างๆ ง)การประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์ของข้าวสายพันธุ์ต่างๆและ จ) การแลกเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ข้าวรูปแบบใหม่ๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท