posttoday
ฝันยิ่งใหญ่ของนักวิชาการติดดิน สร้างมหาวิชชาลัยรับใช้ชุมชน

ฝันยิ่งใหญ่ของนักวิชาการติดดิน สร้างมหาวิชชาลัยรับใช้ชุมชน

07 มกราคม 2561

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง

ดั่งเช่นที่ ดร.พิสิษฏ์ มณีโชติ อาจารย์ประจำสังกัดวิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ดีกรีปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และนักวิจัยดีเด่นด้านการวิจัยที่สร้างประโยชน์สู่เชิงพาณิชย์ หรือสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน ปี 2557 ได้ยึดเอาพระองค์เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อท้องถิ่นในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะด้านการแสวงหาพลังงานทดแทน และยกระดับคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านสิ่งที่มีอยู่เดิม

เป้าประสงค์เพื่อความยั่งยืน และให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง

ผลพวงที่ ดร.พิสิษฏ์ หรืออาจารย์บอย ได้มีโอกาสไปศึกษาถึงแนวทางการพัฒนาในโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และวิธีคิดของพระองค์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และ คำตอบจากการที่ได้ศึกษา ทำให้เจ้าตัวตกผลึกว่าหากจะแก้ปัญหาต้องแก้จากแก่นของต้นเรื่องก่อน

"พระองค์ทรงประยุกต์ตามบริบทของพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาเพื่อราษฎร และทรงถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการทรงงานของพระองค์ ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่าหากเราจะแก้ไขปัญหาเพื่อท้องถิ่น คำตอบคงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี หากแต่คือการจัดการองค์ความรู้ของคนในชุมชน เปลี่ยนวิธีคิดแบบเดิมเพื่อหาสิ่งที่ดีกว่า" อาจารย์ บอย สะท้อนถึงการทำงานกับชุมชน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ในปี 2546 อาจารย์บอยพร้อม ทีมงานจึงเริ่มลงมือทำงานร่วมกับชุมชน โดยพุ่งไปไปที่ ต.แม่ระกา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ซึ่งขณะนั้นคนในชุมชนที่มีอาชีพทำเกษตรมีหนี้ครัวเรือนสูงอย่างมาก และคำตอบคือต้องการปลดหนี้ จึงเข้าไปชวนตั้งคำถามและให้เขาคิดหาทางแก้ไขตามแนวทางที่เหมาะสม

อาจารย์บอย เล่าว่า ชุมชนยกตัวอย่างว่าการทำนาเป็นอาชีพที่ดี แต่ดีแล้วกลับมีหนี้ สุดท้ายสิ่งที่กลัวที่สุดคือการถูกยึด ที่นา กลัวลูกหลานจะไม่ได้เรียน เมื่อความกังวลเกิดขึ้นจึงร่วมกันหาทางออก ก็พบว่าปัญหาคือเรื่องรายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน ดังนั้นก็เข้าไปสู่กระบวนการช่วยเหลือ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ก็ต้องลดรายจ่าย ต้องจดบันทึกไว้ทุกบาทว่าจ่ายอะไรไปบ้าง ก็จะเห็นว่าสามารถลดรายจ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็นได้

"ต้องเสริมอาชีพให้ชุมชนด้วยการใช้พลังงานทดแทน เช่น การทำเตาแก๊สชีวมวล ซึ่งเราเข้าไปถ่ายทอดวิธีการและสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน และจากนั้นชุมชนจะถ่ายทอดต่อกันเอง" อาจารย์บอย ยกตัวอย่างของการช่วยหาทางออก

จุดสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาของชุมชน อาจารย์ บอย ให้นิยามว่าคือ "การวิจัยในชุมชน ด้วยชุมชนเอง" ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ เพราะชุมชนจะต้องรู้จักการตั้งคำถามถึงปัญหาของตัวเอง และแสวงหาทางออกเองอย่างเหมาะสม เพราะหากหน่วยงานรัฐหรือใครก็ตามเข้าไปแก้ไขให้ทันที ชุมชนก็ไม่อาจจะยืนอยู่บนขาตัวเองได้

ในความหมายของการพัฒนาท้องถิ่นด้วยชุมชนนั้น อาจารย์บอย อธิบายว่า มีองค์ประกอบอยู่ 3 ด้านสำคัญ คือคำว่า "บวร" หรือ "บ้าน วัด โรงเรียน" แต่สิ่งที่เปลี่ยนและเพิ่มความหมายของคำนี้ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความกว้างของการทำงาน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงจาก "บ้าน วัด โรงเรียน" เป็น "ชุมชน ศาสนา การศึกษา" ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำลายขีดจำกัดเดิม และชุมชนไม่ว่าจะศาสนาใดก็สามารถเติมเต็มกันเพื่อแก้ปัญหาได้ ขณะที่การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดแค่ในโรงเรียน แต่การเรียนรู้คือการศึกษาไปตลอดชีวิต

เมื่อแก้ปัญหาได้ การสร้างมูลค่าและยกระดับภูมิปัญญาของท้องถิ่นจึงตามมา เจ้าตัวเสริมว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นคือทักษะของท้องถิ่นนั้นๆ ที่ควรจะคงอยู่และมีการสืบทอด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ภูมิปัญญาทางความคิด เพียงแต่ที่ผ่านมามีหลายสิ่งที่สูญสลายไปเพราะไม่มีระบบการสืบทอดต่อกัน ตรงนี้เทคโนโลยีจะเริ่มเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ ทั้งการทำผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มสนใจ เมื่อเป็นเช่นนี้การละทิ้งถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่ก็ลดลงไปด้วย

ทุกวันนี้กระบวนการที่อาจารย์บอยได้เข้าไปช่วยเหลือชุมชนได้แผ่ขยายเป็นวงกว้าง แต่เป้าหมายใหญ่ในอนาคตที่เขาวางไว้คือ การสร้าง "มหาวิชชาลัย" อย่างน้อย 10 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในโครงการเชื่อมร้อยผ่านองค์กรและชุมชนเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม แนวคิดมาจากแก่นที่ว่า ทุกวันนี้เรามีแหล่งเรียนรู้มาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับใช้ท้องถิ่น มีคนมาดูงาน เสร็จแล้วก็ไป

เป้าหมายของมหาวิชชาลัยที่คณะของอาจารย์ทำคือ ช่วยชาวบ้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละท้องถิ่นขึ้นมา และจะช่วยเรื่องการตลาดให้ รวมถึงช่วยรับรองผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการ องค์ความรู้ที่ถูกต้อง และจับต้องได้

"เราจึงเรียกว่าวิชาประชาชน และนำไปสู่มหาวิชชาลัย ซึ่งคำนี้มาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งอยู่ในหนังสือพระมหาชนก เราถอดจากตรงนั้นนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อชุมชน ซึ่งผมตั้งความหวังที่จะสร้างมหาวิชชาลัยให้ได้อย่างน้อย 100 แห่งทั่วประเทศ"

กระนั้น แม้บทบาทสำคัญจะเป็นการทำงานเพื่อชุมชน แต่อีกหมวกที่เจ้าตัวสวมอยู่คืออาจารย์ที่สอนนักศึกษาระดับปริญญาโท ซึ่งเป็นการสร้างนักศึกษาตามแนวทางการสอนตามหลักสูตร ขณะเดียวกันก็พยายามปลูกฝังและพร่ำสอนถึงงานด้านชุมชนและพัฒนาท้องถิ่นไปด้วย ตรงนี้เองทำให้พิสิษฏ์มองว่ามันเป็นความโชคดีและร้ายอยู่ในตัว

"โชคดีคือสอนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เรามีเวลามากสำหรับงานเพื่อชุมชน แต่โชคร้ายคือนักศึกษาที่จะมารับความรู้กับเราน้อยมาก แต่ละปีมีแค่ไม่เกิน 5 คน สิ่งที่อยากทำคือจะสอนนักศึกษาให้ได้เยอะๆ แต่นักศึกษาที่มาเรียนกับผมส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กเรียกว่าไม่มีครูเอา อาจเรียนไม่เก่งมาก แต่สิ่งที่ได้คือเขามีความทุ่มเท พร้อมทำงานร่วมกับชุมชน นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราพยายามทำให้ต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดจะมีผลที่ดีเกิดขึ้น"

ดร.พิสิษฏ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ได้ต้องการนักศึกษาที่เรียนจบแล้วได้ใบปริญญา แต่ต้องการให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ทำงานเป็น แก้ปัญหาได้ เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ใด จะทำงานออฟฟิศ หรือทำเกษตรกรรม หรือทำอาชีพใดก็ตาม เมื่อเจอปัญหาก็ต้องแก้ไขไม่ต่างกัน แต่การคิดอย่างเป็นระบบจะช่วยให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้น และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท