
บุ๊ก สเปซ
รอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมา สัญญาณของวงการหนังสือและนิตยสารมีการเตือนอย่างเงียบๆ ผ่านการจบลงหรือปิดตัวของแผงหนังสือต่างๆ
โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล
รอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมา สัญญาณของวงการหนังสือและนิตยสารมีการเตือนอย่างเงียบๆ ผ่านการจบลงหรือปิดตัวของแผงหนังสือต่างๆ ในย่านการค้า ย่านการศึกษา และชุมชนในแขวงและเขตเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างสังเกตได้ในวิถีชีวิตประจำวัน
การออกหาซื้อหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสืออ่านสักเล่ม เมื่อก่อนออกไปที่ปากซอยหมู่บ้านของตัวเอง หรือแวะไปตลาดนัดหรือตลาดสด ป้ายรถเมล์ ก็เจอแผงหนังสือรายยิบรายย่อยหรือรายใหญ่ ได้ซื้อกลับมาอ่านสมใจ ไม่ต้องถ่อฝ่ารถติดไปไกลถึงร้านหนังสือสาขาหรือเชนสโตร์ในศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าให้วุ่นวาย
หลังจากแผงหนังสือ ซึ่งเป็นฐานล่างสุดในระดับรากฝอยของวงจรธุรกิจหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือในระดับมวลชนหรือแมสตามสมัยนิยมสูญหายไปตามกำลังซื้อที่ลดลง
เนื่องจากคนที่อ่านหนังสือในระดับนี้นำเงินไปจ่ายค่าเติมเงิน หรือค่าบริการรายเดือนของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือกันหมด เพื่อใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในการอ่านข่าวออนไลน์ โซเชียลมีเดีย นวนิยายออนไลน์ และความบันเทิงอื่นๆ ทั้งหนังและเพลง รวมถึงคลิปวิดีโอในยูทูบที่มีทุกแบบกัน
หลังจากแผงหนังสือหายไปพร้อมกับสายส่งที่เป็นตัวกระจายสินค้าให้ สถานการณ์ก็มาถึงร้านหนังสือสาขาหรือเชนสโตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กอปรรวมกับระบบหนังสือเล่มในเมืองไทยยังผูกติดอยู่กับการลดราคาหนังสือและผลิตเกินความต้องการที่แท้จริง คนอ่านลดลง เนื่องจากนำรายจ่ายไปสู่ไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลมากขึ้น
การล่มสลายของตลาดหนังสือพิมพ์และนิตยสาร รวมถึงสถานการณ์ง่อนแง่นของสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือเล่มทั้งรายใหญ่ กลาง เล็ก ทำให้เห็นการเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่เสถียรภาพของวงการสื่อสิ่งพิมพ์
เมื่อกลับมามองภาพรวมของทั้งโลก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกหรือน่าสงสัยแต่อย่างใด เป็นเรื่องของยุคสมัยและกลไกธุรกิจที่สะท้อนภาพจริงของวัฒนธรรมการอ่านในยุคดิจิทัลบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ
หากดูในสหรัฐอเมริกา ภาวะตะลึงงันของวงการหนังสือเกิดขึ้นในปี 2538 ตอนที่ร้านหนังสือออนไลน์อย่างอเมซอนกำลังรุ่งเรืองอย่างมาก ร้านหนังสืออิสระลดลงหรือปิดตัวถึง 42% ส่วนร้านหนังสือสาขายักษ์ใหญ่อย่าง บอร์เดอร์ส ถึงกับล่มสลายล่มละลายทางธุรกิจเหลือไว้เพียงชื่อ
แต่ในวิกฤตกลับมีโอกาสที่เปิดกว้างให้ร้านหนังสืออิสระ เพราะตั้งแต่ปี 2551-2558 ร้านหนังสืออิสระเพิ่มขึ้น 35% พร้อมกับมียอดขายเพิ่มขึ้นที่น่าสนใจ จากการศึกษาของฮาร์วาร์ด บิซิเนส สกูล ได้สรุปถึงปรากฏการณ์นี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและได้ผลการวิจัยออกมาคือ หลัก 3C
ประกอบด้วย Community คือการสร้างร้านภายใต้ไอเดียของคุณค่าแบบท้องถิ่นและชุมชน Curation การเลือกหนังสือที่มีบุคลิกเฉพาะตัวของร้านและกลุ่มลูกค้า และ Convening ร้านหนังสือต้องปรับตัวโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางปัญญา
นั่นคือทางเลือกทางรอดของร้านหนังสือในยุคดิจิทัล ที่ต้องทำหน้าที่มากกว่าร้านหนังสือ (Bookshop) แต่เป็นบุ๊ก สเปซ (Book Space) ซึ่งไม่เพียงเป็นร้านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่สามารถตอบโจทย์การอ่านหรือรสนิยมของลูกค้า และทำตัวเป็นชุมชนทางรสนิยมในพื้นที่หรือย่านนั้นๆ อย่างเข้าใจ
ร้านหนังสือคือ คอมมูนิตี้ หรือชุมนุมชนของคนที่อยู่รอบๆ รัศมี มีความเข้าใจความต้องการเฉพาะของลูกค้า และสร้างบุคลิกพิเศษของร้านและพื้นที่ให้มีการพบปะและปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งร้านหนังสืออาจจะมีแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์อย่าง บุ๊กเบียร์ อ่านไปดื่มไป บุ๊กเบด ร้านนอนอ่าน บุ๊กบาร์ อ่านพร้อมสังสรรค์ และอีกร้อยแปดพันเก้าที่จะมาสนองความต้องการของคนยุคดิจิทัล
เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดหรือสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของร้านหนังสือในยุคดิจิทัลเพื่อชุมชนของพื้นที่ นั่นคือทางรอด







