
ประเทศไทยควรอนุญาตเปิดธุรกิจทรัสต์ (จบ)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
โดย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจเป็นทรัสตี 14 ราย ส่วนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของทรัสต์ที่มีการรายงาน ได้แก่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านบาท และจำนวน 12 กองทรัสต์เท่านั้น
โดยโครงการวิจัยฯ มีข้อสรุปเกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมายก่อตั้งทรัสต์ในปัจจุบันดังนี้
EY 2558 , "Global Perspective: 2016 REIT Report" 5 บทบัญญัติเดิมของมาตรา 1686 ระบุว่า "อันว่าทรัสต์นั้นจะก่อตั้งขึ้นโดยทางตรง หรือโดยทางอ้อมด้วยพินัยกรรมหรือด้วยนิติกรรมใดๆ ที่มีผลในระหว่างชีวิตก็ดีหรือเมื่อตายแล้วก็ดีหามีผลไม่"
การจัดตั้งทรัสต์ตาม พ.ร.บ.ทรัสต์ฯ จำกัดวัตถุประสงค์การก่อตั้งทรัสต์เพื่อการทำธุรกรรมในตลาดทุนเท่านั้น บทบัญญัติในกฎหมาย ดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้กับการจัดตั้งทรัสต์ที่มีวัตถุประสงค์อย่างอื่น เช่น การจัดตั้งทรัสต์ เอกชน ทรัสต์ครอบครัว ทรัสต์เพื่อจัดการ ทรัพย์สินมรดก ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทรัสต์เพื่อการกุศลเป็นต้น การจัดตั้งทรัสต์ตาม พ.ร.บ.ทรัสต์ฯ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องหลายอย่างและมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากสำนักงาน ก.ล.ต. สืบเนื่องจากองค์ประกอบของคำว่า "ทรัสต์เพื่อการระดมทุนในตลาดทุน" ดังนี้ 1.การระดมทุนในตลาดทุนต้องเป็นการระดมทุนจากประชาชนโดยตรง
2.การระดมทุนต้องกระทำในลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รูปแบบต่างๆ ที่เป็นหลักทรัพย์
3.ต้องดำเนินการโดยบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้นเนื่องจากกฎหมายอนุญาตให้บริษัทมหาชนจำกัดถึงจะสามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชนได้
4.ต้องทำคำขอเสนอขายหลักทรัพย์และได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.ก่อน
ทั้งนี้ เนื่องจากทรัสต์ที่ตั้งขึ้นถือเป็นการแสวงหาเงินทุนจาก ประชาชนทั่วไป (ยกเว้นทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน) ดังนั้นแล้ว การก่อตั้งทรัสต์โดยบุคคลเพื่อระดมทุนในตลาดทุนย่อมไม่สามารถ ดำเนินการได้
นอกจากนั้นแล้วบุคคลธรรมดาหรือบริษัทเอกชนทั่วไปที่ไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดก็ไม่สามารถที่จะประกอบธุรกิจเป็น ทรัสตีได้เช่นกัน ประเทศไทยควรอนุญาตให้ประกอบธุรกิจทรัสต์เพิ่มเติมจากที่กำหนดใน พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน
สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยมีความเห็นว่าการมีระบบทรัสต์ส่งผลดีหลายด้านดังที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น ประเทศไทยจึงควรมี นโยบายสนับสนุนในเรื่องการก่อตั้งทรัสต์ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้
- ควรสนับสนุนให้มีทรัสต์เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้ อาทิ ทรัสต์เพื่อการบริหารทรัพย์สินสำหรับบุคคลทั่วไปเพิ่มเติมจากการตั้งทรัสต์ตาม พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 โดยควรอนุญาตให้มีการจัดตั้งทรัสต์ได้ ทั้งที่เป็นการก่อตั้งโดยการแสดงเจตนา โดยนิติกรรม และโดยพินัยกรรม ทั้งนี้ อาจกระทำควบคู่ไปกับการจัดทำข้อกำหนดว่า ข้อห้ามการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไว้ในตราสาร หรือพินัยกรรมก่อตั้งทรัสต์จะกระทำมิได้
- ควรพิจารณาให้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกับ Trustee Act ของอังกฤษ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพื่อกำหนดรายละเอียดในประเด็นต่างๆ อาทิ สิทธิหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัสต์ ความรับผิดของทรัสตี การกำกับ ดูแลทรัสตี สถานภาพทางกฎหมายของทรัพย์สินแห่งทรัสต์ เป็นต้น
- ควรมีการจัดอบรมหรือเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรทั้งทางภาครัฐและภาคเอกชน การสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อ สาธารณชนเกี่ยวกับประโยชน์ของทรัสต์ในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของกฎหมายทรัสต์ เพื่อลดความกังวลที่ว่าการก่อตั้งทรัสต์จะทำให้ทรัพย์สินไม่เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ และเป็นอันตรายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจการจัดตั้งทรัสต์ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงสร้างความไว้วางใจในระบบการกำกับดูแลของภาครัฐ
โดยล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดทำร่างกฎหมายทรัสต์ขึ้นแล้ว และเมื่อมองต่อไปในระยะข้างหน้า หากภาครัฐพิจารณาอนุญาตให้มีกิจการทรัสต์ในลักษณะอื่นๆ ในประเทศไทยได้แล้วนั้น คาดว่าจะสามารถเป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งในการช่วยดึงดูด เม็ดเงินทุนจากต่างชาติให้เข้ามาในประเทศได้มากขึ้น อันจะช่วย เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในการแข่งขันกับนานาประเทศ และสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต







