
อาหารสัตว์แพง ถึงเวลารัฐแก้ปัญหาจริงจัง
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตร จากดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน พ.ย. 2560
โดย ชูศักดิ์ รัตนวนิชย์โรจน์กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตร จากดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา พบว่าราคาสินค้าลดลงร้อยละ 4.89 จากช่วงเดียวกันของปี 2559 ส่วนสินค้าที่ปรับตัวลดลงประกอบด้วย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไข่ไก่ และสุกร ขณะที่สินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นคือ ข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนนาไม
ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 2.67 ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่าหมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.96 หมวดประมง (กุ้งขาวแวนนาไม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.29 ส่วนเกษตรกรที่มีภาวะรายได้เข้าข่ายน่าเป็นห่วงคือ เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ที่รายได้ลดลงร้อยละ 4.06 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลักทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ออกสู่ตลาดมากไม่สมดุลกับความต้องการบริโภคที่ชะลอตัว ทำให้ราคาส่วนใหญ่อ่อนตัวลง
ตัวเลขทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกษตรกรภาคปศุสัตว์กำลังเผชิญอยู่ และเป็นภาวะขาดทุนที่เกษตรกรต่างทนแบกรับปัญหามานานตลอดทั้งปีนี้ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำทั่วประเทศ
ปัจจุบันปริมาณผลผลิตไข่ไก่เฉลี่ยอยู่ที่ 42.90 ล้านฟอง/วันนั้น สวนทางกับการบริโภคของคนไทยที่มีเพียง 40.42 ล้านฟอง/วัน ทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดถึงวันละ 2.48 ล้านฟอง ปริมาณการผลิตและการบริโภคที่ไม่สมดุลกันเช่นนี้ ทำให้ราคาไข่ไก่ร่วงลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี ราคาขายไข่คละหน้าฟาร์มปัจจุบันอยู่ที่ฟองละ 1.80-2.00 บาทเท่านั้น
ขณะที่ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ที่ สศก.ระบุไว้นั้นพุ่งสูงไปถึงฟองละ 2.80-2.90 บาทแล้ว ภาวะขาดทุนสะสมนี้กระทบต่อเกษตรกรทั้งหมด โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยขาดทุนมานานหลายเดือน เกษตรกรตัดสินใจปลดไก่และพักเล้า และหลายรายจำต้องเลิกกิจการเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาแบบครบวงจรที่จะช่วยลดความเดือดร้อนของเกษตรกร เบื้องต้นกระทรวงจะออกประกาศควบคุมการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการกระจายไข่ไก่ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด ด้วยการนำผลผลิตเข้าจำหน่ายที่ร้านธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง
ด้านผู้เลี้ยงหมูที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาสินค้าตกต่ำต่อเนื่องไม่ต่างกัน โดยขณะนี้ราคาประกาศหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงอย่างต่อเนื่องร่วม 10 สัปดาห์ติดต่อกัน ปัจจุบันราคาขายหมูในเขตภาคอีสานตกต่ำมาอยู่ที่ 38-45 บาท ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นไปถึง 58-60 บาท/กิโลกรัม (กก.) แล้ว ทั้งหมดเกิดจากผลกระทบของหลายปัจจัย ทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอยลงไปมาก การบริโภคที่ตกต่ำภาวะผลผลิตมากกว่าการบริโภคเช่นนี้ทำให้หมูล้นตลาด มีปริมาณสะสมมาก เกษตรกรจึงเลือกที่จะระบายหมูออกสู่ตลาดเพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะตลาดที่ถดถอย
หลายฟาร์มยอมขายหมูถูกอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโดนกดดันด้าน ราคาจากพ่อค้าคนกลาง วันนี้เกษตรกรยอมแบกรับภาระขาดทุนตัวละ 1,500-2,000 บาท เพื่อประคับประคองอาชีพนี้ต่อไป และเพื่อไม่กระทบกับผู้บริโภคหากต้องทิ้งอาชีพนี้ แล้วอนาคตปริมาณหมูที่ลดลงจะผลักดันราคาขายในประเทศให้ขยับขึ้น
วันนี้ปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงราคาที่ตกต่ำ แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบอย่างข้าวโพดที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์มากที่สุดกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด ซึ่งปกติปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดต้องมีมากและราคาจะลดลงตามกลไก แต่ตอนนี้ผลผลิตในตลาดกลับขาด ส่งผลต่อราคาที่สูงอย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งอยากสะท้อนปัญหานี้ให้ภาครัฐทราบและลงมาจัดการอย่างจริงจัง
ราคาข้าวโพดที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ กลายเป็นปัญหาร่วมของเกษตรกรทุกภาคส่วน ทำให้สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ต้องออกมายื่นหนังสือร้องเรียนกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอให้ยกเลิกมาตรการกำหนดสัดส่วนให้ผู้ผลิตอาหารต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ที่หวังช่วยพยุงราคาข้าวโพดและชะลอการนำเข้าข้าวสาลีที่ใช้ทดแทนการขาดแคลนข้าวโพด เนื่องจากตอนนี้มาตรการถูกบิดเบือนโดยพ่อค้าคนกลาง
อย่างไรก็ตาม สินค้าปศุสัตว์ราคาตกต่ำสวนทางกับต้นทุนที่ต้องแบกรับ น่าเห็นใจเกษตรกร และถ้าไม่สามารถสู้กับสถานการณ์ราคาเช่นนี้ได้ คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดในลำดับต่อไปคงหนีไม่พ้นผู้บริโภค ถึงเวลาที่ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที n







