
สมคิดรุกแก้บาทแข็ง
"สมคิด" หารือแบงก์ชาติติดตามสถานการณ์บาทแข็งค่า หวั่นกระทบภาคเอกชนหลังเงินแห่ไหลเข้าตลาดหุ้น-พันธบัตร
"สมคิด" หารือแบงก์ชาติติดตามสถานการณ์บาทแข็งค่า หวั่นกระทบภาคเอกชนหลังเงินแห่ไหลเข้าตลาดหุ้น-พันธบัตร
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง ได้เข้าหารือกับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ได้หารือกันหลายประเด็น โดยทุกคนเป็นห่วงคือเรื่องค่าเงินบาทแข็ง หลังจาก พื้นฐานของไทยดีขึ้นมาก ทั้งการลงทุนโดยตรงและการลงทุนผ่านตลาดหุ้น ซึ่งไม่ใช่ไทยประเทศเดียว แต่ตลาดหุ้นเอเชียดีขึ้นยกแผง
"สถานการณ์แข็งขึ้นของเงินบาทเป็นไปตามระนาบที่แข็งค่าขึ้นเหมือนกันหมด ยกเว้นบางประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองอยู่ ตรงนี้หลายเสียงบอกว่าทำไมไม่ทำให้เงินบาทอ่อนลง แบงก์ชาติสมัยนี้มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพ ไม่ให้มีความผันผวน ถ้ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติก็ต้องเข้าไปดูแลตามความเหมาะสม แต่ไม่ใช่เข้าไปแทรกแซง" นายสมคิด ระบุ
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2561 เงินบาทแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับเงินสกุลของภูมิภาค แต่เคลื่อนไหวค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยการแข็งค่าเงินบาทเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กอปรกับมีการไหลเข้าของเงินทุนมาในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรทั้งภูมิภาค
นายเมธี กล่าวว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด และหากค่าเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินควรจนอาจกระทบต่อการปรับตัวของภาคเอกชน ธปท.พร้อมทำหน้าที่ธนาคารกลางในการเข้าดูแล อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนควรพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีทางเลือกหลากหลาย
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า คลังไม่เป็นห่วงค่าเงินบาทที่ แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เพราะ ธปท.เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ให้กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจ โดย ธปท.จะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเหมือนญี่ปุ่นที่มีการกำหนดช่วงค่าเงินที่มีความปลอดภัย
เช่น หากค่าเงินญี่ปุ่นเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 110-120 เยน/ดอลลาร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็จะไม่เข้าแทรกแซง โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ของไทยทาง ธปท.ไม่เปิดเผยว่ากำหนดช่วงค่าเงินบาทที่มีความปลอดภัยไว้เท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
นายสุวิชญ กล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งขึ้นเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ส่งผลดีถึงตลาดหุ้นด้วยทำให้นักลงทุนนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมาก เพราะเห็นว่ามีบริษัทหลายแห่งที่จะได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.9-4% มากกว่าที่คลังคาดการณ์ไว้เดิมที่ 3.8% เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ดีกว่าคาดไว้มาก โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัวตามการลงทุนภาครัฐ
ด้านนักค้าเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 32.23 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวในระดับเดียวกับเปิดตลาด โดยระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.16 บาท/ดอลลาร์ และอ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.24 บาท/ดอลลาร์ หลังพบว่ายังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภายหลังรัฐบาลให้ความเห็นถึงการแข็งค่าเงินที่เร็วเกินไปก็เกิดแรงซื้อดอลลาร์กลับคืนบางส่วน โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตรา ค่าจ้าง ทั้งนี้สัปดาห์หน้าคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.35 บาท/ดอลลาร์







