posttoday
งานแรกของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่

งานแรกของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่

06 ตุลาคม 2553

.....เจียรนัย อุตะมะ

“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย รับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2553 ท่ามกลางการรอคอยของผู้คนในภาคเศรษฐกิจของประเทศว่า จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานโยบายเศรษฐกิจของไทย ณ ตอนนี้คือ ค่าเงินบาทแข็งที่เป็นปัญหาเดียวกับประเทศทั้งภูมิภาคเอเชีย เนื่องมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีและเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เงินจากประเทศเหล่านั้นทะลักเข้ามาลงทุนในแถบนี้

ค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 10% จากต้นปีเป็นที่สามในภูมิภาคเอเชีย รองจากมาเลเซียและญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น 11% และ 12% ตามลำดับ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพบางรายการจนถึงสิ้นปี และกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าและบริการ

นอกจากนั้นยังมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนให้ ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีเงินทะลักเข้ามาลงทุนมากกว่านี้ อันจะเป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก และมีโอกาสหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ธปท.เริ่มใช้นโยบายดูแลเสถียรภาพด้านราคา โดยใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ตลาดประมาณการดอกเบี้ยได้ง่าย เนื่องมาจากมีกรอบที่ชัดเจนว่าจะควบคุมเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ให้อยู่ในระดับเพิ่มขึ้น 0.53% เงินเฟ้อพื้นฐานในที่นี้คือ ราคาสินค้าในตะกร้าไม่รวมราคาสินค้าอาหารสดและน้ำมัน

ทั้งนี้ หากเงินเฟ้อเข้าใกล้กรอบบน คือ 3% หมายถึงว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้เกินอัตราดังกล่าวที่จะทำให้เงินเฟ้อประเทศไทยไม่เกินอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่แข่ง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น

ดังนั้น ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงมีการเคลื่อนไหวอย่างมาก โดยมีอัตราสูงสุดคือ 5% ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% ที่ผู้บริหาร ธปท.ให้ความเห็นว่าต่ำมาก ถ้าเทียบกับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ

คำถามคือว่า แล้วการประชุมของ กนง.ครั้งต่อไปวันที่ 20 ต.ค. 2553 นี้ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่จะทำให้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินไปทางไหน ระหว่างการคงแนวทางควบคุมเงินเฟ้อโดยการลดดอกเบี้ยเพื่อชี้นำดอกเบี้ยในตลาดเงิน กับการตรึงดอกเบี้ยไว้เพื่อชะลอเงินไหลเข้าไม่ให้แรงจนเกินไป

ล่าสุดเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และเพิ่มขึ้น 0.04% จากเดือน ส.ค. และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ย. เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายโดยทั่วไปจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1% ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ประมาณ 02% ในภาวะที่แนวโน้มดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 7%

แม้ว่าท่าทีของ ธปท.ยังไม่ชัดเจนว่าจะตัดสินใจกับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรในวันที่ 20 ต.ค.นี้ แต่ในตลาดตอนนี้มีความเห็นแยกเป็นสองแนวทาง

แนวทางแรก หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดเดือน ก.ย.ที่แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง มีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้แทนที่จะปรับขึ้นอีก 0.25% เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา

แนวทางที่สอง ถ้าพิจารณาว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวมากในปีหน้า กนง.น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ เพราะมีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจหลุดกรอบบนเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2554 เนื่องมาจากเศรษฐกิจเติบโตดี คนตกงานน้อยเพียง 1% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เทียบสหรัฐและยุโรปที่คนตกงาน 9.5% และ 10% ของจีดีพี ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หาก กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พัฒนสิน เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อหุ้นบางบริษัท และ แนะนำหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงดอกเบี้ย ได้แก่ บ้าน กลุ่มต่อเนื่องวัสดุก่อสร้าง การบริโภคค้าปลีก เช่าซื้อ รถยนต์ ได้แก่หุ้นที่ยังราคาถูกคือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท ทาทาสตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH และบริษัท สมบูรณ์แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี