
งานแรกของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่
.....เจียรนัย อุตะมะ
“
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย รับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2553 ท่ามกลางการรอคอยของผู้คนในภาคเศรษฐกิจของประเทศว่า จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานโยบายเศรษฐกิจของไทย ณ ตอนนี้คือ ค่าเงินบาทแข็งที่เป็นปัญหาเดียวกับประเทศทั้งภูมิภาคเอเชีย เนื่องมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีและเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เงินจากประเทศเหล่านั้นทะลักเข้ามาลงทุนในแถบนี้ค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 10% จากต้นปีเป็นที่สามในภูมิภาคเอเชีย รองจากมาเลเซียและญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น 11% และ 12% ตามลำดับ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพบางรายการจนถึงสิ้นปี และกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าและบริการ
นอกจากนั้นยังมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนให้ ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้มีเงินทะลักเข้ามาลงทุนมากกว่านี้ อันจะเป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก และมีโอกาสหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ธปท.เริ่มใช้นโยบายดูแลเสถียรภาพด้านราคา โดยใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ตลาดประมาณการดอกเบี้ยได้ง่าย เนื่องมาจากมีกรอบที่ชัดเจนว่าจะควบคุมเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ให้อยู่ในระดับเพิ่มขึ้น 0.53% เงินเฟ้อพื้นฐานในที่นี้คือ ราคาสินค้าในตะกร้าไม่รวมราคาสินค้าอาหารสดและน้ำมัน
ทั้งนี้ หากเงินเฟ้อเข้าใกล้กรอบบน คือ 3% หมายถึงว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้เกินอัตราดังกล่าวที่จะทำให้เงินเฟ้อประเทศไทยไม่เกินอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่แข่ง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น
ดังนั้น ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงมีการเคลื่อนไหวอย่างมาก โดยมีอัตราสูงสุดคือ 5% ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% ที่ผู้บริหาร ธปท.ให้ความเห็นว่าต่ำมาก ถ้าเทียบกับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ
คำถามคือว่า แล้วการประชุมของ กนง.ครั้งต่อไปวันที่ 20 ต.ค. 2553 นี้ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่จะทำให้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินไปทางไหน ระหว่างการคงแนวทางควบคุมเงินเฟ้อโดยการลดดอกเบี้ยเพื่อชี้นำดอกเบี้ยในตลาดเงิน กับการตรึงดอกเบี้ยไว้เพื่อชะลอเงินไหลเข้าไม่ให้แรงจนเกินไป
ล่าสุดเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และเพิ่มขึ้น 0.04% จากเดือน ส.ค. และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ย. เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายโดยทั่วไปจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1% ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ประมาณ 02% ในภาวะที่แนวโน้มดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 7%
แม้ว่าท่าทีของ ธปท.ยังไม่ชัดเจนว่าจะตัดสินใจกับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรในวันที่ 20 ต.ค.นี้ แต่ในตลาดตอนนี้มีความเห็นแยกเป็นสองแนวทาง
แนวทางแรก หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดเดือน ก.ย.ที่แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง มีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้แทนที่จะปรับขึ้นอีก 0.25% เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา
แนวทางที่สอง ถ้าพิจารณาว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวมากในปีหน้า กนง.น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ เพราะมีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจหลุดกรอบบนเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2554 เนื่องมาจากเศรษฐกิจเติบโตดี คนตกงานน้อยเพียง 1% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เทียบสหรัฐและยุโรปที่คนตกงาน 9.5% และ 10% ของจีดีพี ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หาก กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พัฒนสิน เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อหุ้นบางบริษัท และ แนะนำหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงดอกเบี้ย ได้แก่ บ้าน กลุ่มต่อเนื่องวัสดุก่อสร้าง การบริโภคค้าปลีก เช่าซื้อ รถยนต์ ได้แก่หุ้นที่ยังราคาถูกคือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท ทาทาสตีล (ประเทศไทย) หรือ TSTH และบริษัท สมบูรณ์แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)







