
ล้อมคอก ‘Bitcoin’ สกัดแชร์ดิจิทัล
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง เปิดปี 2561 มาก็มีเรื่องร้อนการเงินทันที โดยเฉพาะเรื่องของการใช้สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น บิตคอยน์ Ethereum Litecoin มาใช้กันซื้อสินค้าและบริการอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการชักชวนให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ถือว่าในเมืองไทยไม่มีกฎหมายรองรับ คือเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมาย
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เปิดปี 2561 มาก็มีเรื่องร้อนการเงินทันที โดยเฉพาะเรื่องของการใช้สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น บิตคอยน์ Ethereum Litecoin มาใช้กันซื้อสินค้าและบริการอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการชักชวนให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ถือว่าในเมืองไทยไม่มีกฎหมายรองรับ คือเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมาย
ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าอายัดบัญชีการเงินที่มีการซื้อบิตคอยน์เพราะได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายว่าถูกหลอกลวงให้เข้าลงทุน แม้ว่าความเสียหายจำนวนไม่มาก แต่หากปล่อยทิ้งไว้ บิตคอยน์อาจจะเป็นแชร์ดิจิทัล ที่มีปัญหาเหมือนการเล่นแชร์ในอดีต ที่มีการหลอกให้คนนำเงินมาลงทุนเพื่อได้ผลตอบแทนสูงๆ เมื่อเจ้าของแชร์หมุนเงินไม่ทันก็หนีไม่คืนเงินลูกแชร์ ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก
กระทรวงการคลังได้ออกมาระบุชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งให้ความรู้การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์แก่ประชาชนให้ถูกต้อง โดยเฉพาะความเสี่ยงในการลงทุนและการถูกหลอกลวงให้เข้าลงทุน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะ จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลให้ถูกต้อง ไม่สร้างความเสียหายกับประชาชนและระบบการเงินของประเทศ
พรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทั้งไทยและประเทศอื่นๆ ในโลกยังไม่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ โดยเฉพาะบิตคอยน์ ให้เป็นเงินชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เพราะมูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลมีความผันผวนมาก ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และมีการเก็งกำไรสูง
ดังนั้น ผู้ที่ถือเงินสกุลดิจิทัลจึงมีความเสี่ยงสูง และประชาชนควรระวังถูกหลอกเข้าลงทุนเป็นลักษณะการเล่นแชร์เหมือนในอดีต แต่การลงทุนในบิตคอยน์ก็เหมือนถูกหลอกให้เล่นแชร์ดิจิทัล ซึ่งอาจเสียหายได้มากกว่าและอาจจะมีความผิดการฟอกเงิน หากผู้ที่มาหลอกลงทุนประกอบอาชีพที่ไม่สุจริตและต้องการฟอกเงินที่ได้มาให้ถูกต้อง
ปัญหาบิตคอยน์ไม่ใช่เพิ่งเป็นปัญหา โดยปีที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ได้ออกประกาศแจ้งเตือนแล้วว่า ธปท.ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 8/2557 ลงวันที่ 18 มี.ค. 2557 เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับบิตคอยน์และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียง มีข้อความสรุปได้ดังนี้
1.บิตคอยน์และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ลักษณะใกล้เคียงกับบิตคอยน์ ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทยในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ จึงอาจถูกปฏิเสธจากร้านค้าได้
2.มีความเสี่ยงสูงจากการที่มูลค่าหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผันแปรอย่างรวดเร็ว และไม่สัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจจริง ผู้ถือครองหน่วยข้อมูลจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจากการที่มูลค่าของหน่วยข้อมูลลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
3.มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากหน่วยข้อมูลดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ดังนั้น หากมีการหลอกลวงหรือฉ้อโกง การฟ้องคดี การติดตามข้อมูลการโอนเพื่อใช้เป็นพยาน หลักฐานอาจทำได้ยาก ซึ่งต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่มีระบบติดตามได้
นอกจากนี้ มาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 บัญญัติว่า ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำการด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินพึงจะจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้น หรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
ดังนั้น หากบริษัทที่ท่านร้องเรียนมีพฤติการณ์เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวง การคลังและ ธปท.จะออกมาเตือนเรื่องบิตคอยน์มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่เป็นผลโดยการเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลและการลงทุน ในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างบิตคอยน์ได้อย่างง่ายดาย ทำให้รัฐบาลต้องออกมาล้อมคอกป้องกันปัญหานี้กันจริงจังอีกครั้ง ก่อนที่ปัญหาเรื่องบิตคอยน์จะลุกลามสร้างความเสียหายเหมือนการเล่นแชร์ในอดีตที่มีทั้งประชาชนและผู้มีชื่อเสียงยกตำแหน่งใหญ่โตได้รับความเสียหายจำนวนมาก







