
ธุรกิจขายตรงปี'61 ส่งสัญญาณบวกลุ้นโตดี
พลพัต สาเลยยกานนท์สถานการณ์ภาพรวมธุรกิจขายตรงไทยปี 2560 ที่ผ่านมา ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์มีอัตราเติบโตที่ 2-3% หรือมีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัญญาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคส่งสัญญาณบวกที่ดีขึ้นนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา จากปัจจัยสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลเริ่มเห็นผลที่ชัดเจน
พลพัต สาเลยยกานนท์
สถานการณ์ภาพรวมธุรกิจขายตรงไทยปี 2560 ที่ผ่านมา ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์มีอัตราเติบโตที่ 2-3% หรือมีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัญญาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคส่งสัญญาณบวกที่ดีขึ้นนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา จากปัจจัยสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลเริ่มเห็นผลที่ชัดเจน
สัญญาณดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ถึงสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจขายตรงในปี 2561 ที่มีปัจจัยสอดรับสัญญาณบวกที่ต่อเนื่องจากปีก่อน และมีความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนและผู้บริโภคในการใช้จ่าย อีกทั้งด้านสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ
ดังนั้น อัตราเติบโตในปี 2561 ของธุรกิจขายตรงจึงคาดว่าจะมีอัตราเติบโตในระดับ 2-3% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ถึงแม้ตัวเลขอัตราเติบโตจะเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่มูลค่าการเติบโตนั้นขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่ง ของอัตราเติบโตคงที่นั้นมาจากฐานมูลค่าของตลาดมีมูลค่าสูง จึงส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางด้านเปอร์เซ็นต์มีไม่มากเช่นเดียวกันในหลายๆ อุตสาหกรรม
นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ กล่าวว่า เริ่มเห็นอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา และน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจขายตรงในปี 2561 กลับมาเติบโตได้ที่ 3-5% เท่ากับเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จากปี 2560 ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1-2%
สำหรับบริษัทจะเน้นทำตลาดกลุ่มอาหารเสริม โดยจะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2-3 รายการ เพื่อผลักดันให้มีสัดส่วนยอดขาย 35% จากปัจจุบันยอดขายรวมแบ่งเป็นกลุ่มอาหารเสริม 30% สกินแคร์และเครื่องสำอาง 40% เครื่องใช้ภายในบ้าน 20% และอื่นๆ 10% โดยภาพรวมของบริษัทปีหน้าตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% พร้อมทั้งวางไฮไลต์ที่การเฉลิมฉลองครบรอบ 22 ปี ของกิฟฟารีน
"หลายปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทำให้กิฟฟารีนลดการโฆษณาผ่านออฟไลน์ลง โดยปรับโยกงบไปใช้ในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมทั้งหันมาเน้นการทำตลาดในองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดโปรแกรม อินเทนซีฟให้สมาชิก ทำให้เราสามารถโตได้เท่าตลาด" นลินี กล่าว
ขณะที่ กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตมากกว่าอุตสาหกรรม หรือคาดว่าจะมีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 3% ซึ่งมีการคาดการณ์ตลาดที่จะมีการเติบโต 2-3% จากปี 2560 โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยปี 2561 บริษัทยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์สินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม ที่มีสัดส่วน 70% ของรายได้รวม อีกทั้งยังมีการเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ ตอบโจทย์ด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพให้ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกปัจจุบัน
"บริษัทต้องมีการปรับตัวรับกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและผู้บริโภค ซึ่งต้องหาสินค้าที่เหมาะสำหรับโลกยุคใหม่ที่ต้องมีความแตกต่างและมีคุณภาพเชื่อถือได้" กิจธวัช กล่าว
พร้อมสานต่อกลยุทธ์จากปีที่ผ่านมาไว้ 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2.จัดรายการส่งเสริมการขายเพิ่มยอดซื้อและสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อแบรนด์ และ 3.นำเครื่องมือทางดิจิทัลมาใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
คงต้องจับตาสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจขายตรงในปี 2561 ว่าจะขยายตัวได้เกินคาดขนาดไหน จากปัจจัยทั้งดึงและผลัก โดยภาพรวมเศรษฐกิจที่แนวโน้ม ดีช่วยดึง ขณะที่การแข่งขันของแต่ละบริษัทช่วยผลักให้ตลาดรวมดีขึ้น







