
ฟินเทค 2018
วันนี้เราจะลองมาดูกัน ว่ามีอะไรที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในวงการฟินเทคทั้งในประเทศและระดับโลกในปี 2018 นี้บ้าง
วันนี้เราจะลองมาดูกัน ว่ามีอะไรที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในวงการฟินเทคทั้งในประเทศและระดับโลกในปี 2018 นี้บ้าง
เริ่มต้นอย่างแรกก็คือ การใช้เทคโนโลยี ที่กว้าง ลึก และครอบคลุมมากขึ้นในองค์กรต่างๆ จะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมา เป็นปีแห่งการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้บล็อกเชนเพื่อโอนเงินระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกของธนาคารไทย การลงทุนในฟินเทค หรือการจัดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพต่างๆ
ในปีนี้คาดการณ์ไว้ว่าองค์กรเหล่านี้จะขยายการใช้เทคโนโลยีไปในหลายส่วนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในแผนกนวัตกรรมหรือการโอนเงินเท่านั้น แม้แต่ในแผนกเดิมที่มีการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็จะมีการใช้ที่ลึกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผิวเผินเพื่อทำการตลาดอีกต่อไป
เทคโนโลยีที่คาดว่าจะนำมาใช้ในองค์กรด้านฟินเทคหลักๆ ที่คิดว่าหนีไม่พ้น ก็คือการใช้แชตบอตที่ชาญฉลาดมากขึ้น ทำให้การให้บริการลูกค้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว หรือกระทั่งสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านแชตบอตได้ นอกจากนี้ก็คือการใช้เอไอและแมชีน เลิร์นนิ่งเพื่อเข้ามาประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ที่องค์กรต่างๆ มีอยู่แล้ว เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการให้บริการลูกค้า เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานโมบายแอพพลิเคชั่นเพื่อนำมาปรับหน้าตาของตัวแอพให้แตกต่างกันไปสำหรับโจทย์การใช้งานของแต่ละคน และสุดท้ายที่ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ก็คือบล็อกเชนนั่นเอง
อย่างที่สองที่คาดการณ์ว่าจะตามมาจากข้อแรกก็คือ การเปลี่ยนแปลงในวงการเรกูเลเตอร์ ทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้ทันต่อการกำกับดูแลตลาดที่ก็ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ รวมถึงการเข้ามากำกับดูแลในสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบการปั่นตลาดหุ้น หรือการก้าวเข้ามาดูแลเรื่อง Cryptocurrency แบบที่หลายๆ ประเทศได้เริ่มทำกันไปแล้ว ทั้งนี้ก็รวมไปถึงการเก็บภาษีจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย เช่น ภาษีจากการเทรดบิตคอยน์ หรือการเก็บภาษีของสตาร์ทอัพที่ดำเนินการหลายประเทศ เป็นต้น
และสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัวสำหรับทุกคน เรื่องของการยกระดับความปลอดภัย แน่นอนว่าบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องนี้มากกว่าที่เคย ในยุคที่มีการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ให้ทันเทคโนโลยีต่างๆ ที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่สุดท้ายแล้ว เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยของตนเอง เช่น การเริ่มใช้การเข้ารหัสสองชั้น (2 Factor Authentication) หรือใช้โปรแกรมตั้งรหัสผ่านอย่าง LastPass แทนการตั้งรหัสแบบที่ตัวเองจำได้ เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครสนใจเรื่องเงินของเรามากเท่าตัวเราเองแน่นอน
ด้วยพื้นที่ตรงนี้และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้นทุกวัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 365 วันข้างหน้า แต่เรื่องที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ก็คือการจับตามองและเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง







