
ยกระดับข้าวไทย สู่การพัฒนาเศรษฐกิจ
เลอลักษณ์ จันทร์เทพ"วันนี้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ความยากจนก็เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ผมมักจะพกเสื้อผ้า ผ้าห่ม ติดหลังรถไว้ประจำเพราะลงไปทำงานที่ไหนถ้าเจอคนที่ยากจน เสื้อผ้ารุ่งริ่ง หรือไม่มีแม้แต่ผ้าห่ม ผมก็จะให้เขา แต่สมัยนี้หลังรถผมกลับไม่มีแล้วไม่ต้องพกสิ่งของไปแจกใคร นั่นหมายถึงความยากจนแบบปัจจัยสี่ไม่มีแล้ว"
เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
"วันนี้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ความยากจนก็เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ผมมักจะพกเสื้อผ้า ผ้าห่ม ติดหลังรถไว้ประจำเพราะลงไปทำงานที่ไหนถ้าเจอคนที่ยากจน เสื้อผ้ารุ่งริ่ง หรือไม่มีแม้แต่ผ้าห่ม ผมก็จะให้เขา แต่สมัยนี้หลังรถผมกลับไม่มีแล้วไม่ต้องพกสิ่งของไปแจกใคร นั่นหมายถึงความยากจนแบบปัจจัยสี่ไม่มีแล้ว"
"ความจนเปลี่ยนไปในรูปแบบของ จนโอกาส จนเทคโนโลยี จนองค์ความรู้ ขาดการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆ" ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าให้ฟังภายหลังลงพื้นที่ดูงานนวัตกรรมข้าวไทย วิสาหกิจชุมชนชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) จ.พะเยา กับทีมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เพื่อมุ่งยกระดับชาวนาและส่งเสริม นวัตกรรมชุมชนด้วยการสร้างพลัง เครือข่ายจากทุกภาคส่วน
เมื่อโฟกัสเรื่องความจนที่ไม่ใช่ปัจจัย สิ่งเหล่านี้ ดร.สุเมธ กล่าวย้ำว่า ชาวนาทั่วไปที่ไม่ใช่ชาวนาคนรุ่นใหม่ เขาขาดตั้งแต่องค์ความรู้ เทคโนโลยีต้นทางที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กระบวนการผลิตที่ทันสมัย ตลอดจนการแปรรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
"การปลูกข้าว" ยุคสมัยนี้ชาวนา ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรับตัวไม่ได้ เขาต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้เขาได้รับประโยชน์มากที่สุด ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งสำคัญว่าจะช่วยกันแก้โจทย์นี้กันอย่างไร ขณะเดียวกันจะทำอย่างไร ไม่ให้เทคโนโลยีมาทำลายเขาด้วย
"มูลนิธิข้าวไทยฯ เราเป็นตัวกลางที่จะเชื่อมโยงให้ชาวนามีโอกาสเจอกับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องด้านต่างๆ ทั้งนักวิชาการ นักวิจัย พ่อค้า รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ
อย่างเช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่พร้อมให้ชาวนาได้รับโอกาสการพัฒนาใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรม หน่วยงานภาครัฐ เอกชนต่างๆ เราต้องการให้เขาหยิบยื่นความช่วยเหลือ ข้อชี้แนะ องค์ความรู้ต่างๆ ให้เขาได้ทดลอง ให้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการผลิต และตามหลักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงรับสั่งว่าจะทำอย่างไรให้ชาวนา ชุมชน สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีโรงสี มีโกดัง ผลิตเอง ทำตลาดเอง ไม่อย่างนั้นปัญหาของชาวนาจะไปตกอยู่ในมือพ่อค้า ชาวนาจะได้ ไม่คุ้มเสีย ถ้าเราสามารถช่วยให้ชาวนามีอิสระ อยู่ได้ด้วยตัวเอง พวกเขาก็จะได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่า เราจึงต้องการสร้างพื้นที่และโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือกัน
ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า แม้วันนี้ทางมูลนิธิข้าวไทยฯ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ พยายามเข้าไปช่วยเหลือให้เกิดนวัตกรรมเกษตรกร นวัตกรรมชุมชน นวัตกรรมสังคม ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นหนึ่งช่องทาง หนึ่งโอกาสในการยกระดับชาวนา ยกระดับสังคมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะเราต้องขยายโอกาสให้หลากหลายร่วมกัน เพิ่มช่องทางกระจายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ด้วย
"แต่ทุกการช่วยเหลือ ผมไม่ได้บอกว่าเราจะช่วยเหลือทุกอย่าง ทำให้ทุกอย่าง หรือให้อะไรฟรีๆ รูปแบบการช่วยเหลือ เราต้องทำตัวเป็นเพียงพี่เลี้ยง คอยชี้แนะแนวทาง เติมเต็มความรู้ แนะแนวทาง แล้วให้เขาตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเขาเอง ไม่ให้อะไรฟรีๆ ถ้าเราช่วยเหลือเขาตลอดหรือให้แต่ของฟรี จะทำให้นิสัยเสียต้องช่วยเหลือไปตลอด แต่ถ้าเขารู้จักที่จะติดเองก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทำอย่างไรให้เขารู้จักเศรษฐกิจพอเพียง ประมาณตน ไม่ทะเลาะกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นี่คือสิ่งสำคัญ"
มูลนิธิข้าวไทยฯ จัดกิจกรรมมากมาย เช่น การประกวดรางวัลข้าวไทย จัดโครงการยุวทูตชาวนา จัดเวทีเสวนากับคนต่างๆ เกี่ยวข้อง
ตั้งแต่เจ้าของโรงสี พ่อค้า นักวิชาการ เพื่อให้เขามาร่วมรับรู้ความปรารถนาซึ่งกันและกัน พวกเขาควรเข้ามารับรู้ชีวิตชาวนาว่า ชาวนาไม่ได้มีข้าวเป็นสินค้าอย่างเดียว แต่ข้าวคือสินค้าที่มาจากคนมาจากครอบครัวชาวนา
"เราจะทำให้คนเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดแรงบันดาลใจให้กับชาวนา ลูกหลานชาวนา จากรุ่นสู่รุ่น"
ดร.สุเมธ กล่าวว่า ชาวนาถือว่ามีบุญเพราะเขามีต้นทุนมีที่ดินเป็นทรัพยากร เหลืออย่างเดียวคือการลงมือทำเท่านั้น ตอนนี้คนล้นโลกและอาหารคือสิ่งสำคัญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งว่าสินค้าเกษตรทำให้เรามีกิน จึงสำคัญที่จะต้องเอาเทคโนโลยีมาสร้างอาหารให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอทุกครั้งที่เราพูดถึงเทคโนโลยีเรามักพูดแต่เรื่องเงิน แต่ถ้าจะให้ฉลาดจริงๆ เมื่อเราจำเป็นต้องเป็นยุค 4.0 ต้องมีโรบอต ขณะเดียวกันเราต้องนำเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นกลับมาช่วยเหลือสนับสนุนปัจจัยสี่ด้วย







