
จับตาตลาดส่งออกไม้และวัสดุในเวียดนาม เติบโตสดใสไปอีก 2-3 ปี
EIC | Economic Intelligence Center ผลิตภัณฑ์แผ่นไม้สับ (PB) และแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นปานกลาง (MDF) เป็นวัสดุทดแทนไม้จริงประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการนำเอาท่อนไม้ขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 6 นิ้ว กิ่งไม้หรือเศษไม้มาผ่านกระบวนการสับ บด และอัดด้วยกาวสังเคราะห์ยูเรีย-ฟอร์มัลดีไฮด์ จากนั้นจึงจะนำไปขึ้นรูปเพื่อให้เป็นแผ่น โดยไม้ยางพาราถือเป็นวัตถุดิบหลักที่ผู้ประกอบการหลายๆ รายเลือกใช้ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่สามารถจัดหาได้ง่ายและราคาที่ไม่สูงมากนัก
EIC | Economic Intelligence Center
ผลิตภัณฑ์แผ่นไม้สับ (PB) และแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นปานกลาง (MDF) เป็นวัสดุทดแทนไม้จริงประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการนำเอาท่อนไม้ขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 6 นิ้ว กิ่งไม้หรือเศษไม้มาผ่านกระบวนการสับ บด และอัดด้วยกาวสังเคราะห์ยูเรีย-ฟอร์มัลดีไฮด์ จากนั้นจึงจะนำไปขึ้นรูปเพื่อให้เป็นแผ่น โดยไม้ยางพาราถือเป็นวัตถุดิบหลักที่ผู้ประกอบการหลายๆ รายเลือกใช้ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่สามารถจัดหาได้ง่ายและราคาที่ไม่สูงมากนัก
ทั้งนี้ PB และ MDF เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในการใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงงานปูพื้นบุผนังบ้านและอาคาร เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าไม้จริงถึง 3-4 เท่า จึงไม่แปลกที่มูลค่าตลาด PB และ MDF ของไทยจะมีอัตราการเติบโตสะสมโดยเฉลี่ยสูงถึง 8% CAGR ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา จนขึ้นมาแตะระดับ 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2016 หรือประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดปูนซีเมนต์ โดยกว่า 80% ของมูลค่าตลาด PB และ MDF เป็นการ ส่งออกไปยังต่างประเทศ และส่วนที่เหลือเป็นการใช้ภายในประเทศ
เมื่อพิจารณาเฉพาะตลาดส่งออก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมการผลิต PB และ MDF ไทย พบว่า มูลค่าการส่งออก PB และ MDF ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 10% ต่อปี จาก 1.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2012 เป็น 2.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2016 และคาดว่าจะขยายตัวขึ้นไปในระดับ 3 หมื่นล้านบาท ได้ในปี 2017 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และจีน ที่มีส่วนแบ่งตลาด 20% 15% และ 10% ของมูลค่าการส่งออก PB และ MDF ทั้งหมดของไทย ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตลาดอื่นๆ ที่มีขนาดรองลงมา อีไอซีพบว่าการส่งออกไปยังเวียดนามนั้นเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความน่าสนใจเนื่องจากอัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออก PB และ MDF จากไทยไปยังเวียดนามนั้นสูงกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออก PB และ MDF รวมถึง 2 เท่า หรือเติบโตเฉลี่ย 20% CAGR ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออก PB และ MDF ไปยังเวียดนาม ในปี 2017 จะไปแตะระดับ 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออก PB และ MDF ทั้งหมดของไทย
ในอนาคต ปริมาณความต้องการบริโภค PB และ MDF ของเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับ 10% ต่อปี ไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปี และเติบโตขึ้นไปถึง 1.1 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2020 โดยมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางสภาพเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากเวียดนาม เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก
เมื่อพิจารณาความสามารถในการผลิตของเวียดนามจากข้อมูลของ Food and Agriculture Organization (FAO) กลับพบว่าเวียดนามมีกำลังการผลิต PB และ MDF อยู่เพียง 4-5 แสน ลบ.ม./ปี ซึ่งสามารถตอบสนองได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการบริโภคในประเทศเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ความต้องการบริโภคของเวียดนามมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังการผลิตในประเทศนั้นค่อนข้างจำกัด จะส่งผลให้ความต้องการนำเข้า PB และ MDF ของเวียดนามขยายตัวขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเวียดนามมากนักอย่างไทยและมาเลเซียที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด 50% และ 20% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดตามลำดับ
แม้เวียดนามจะเป็นที่น่าสนใจและมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต แต่ปัจจุบันกลับมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยเพียงไม่กี่รายที่มีการส่งออก PB และ MDF ไปยังเวียดนาม และยังไม่พบการทำตลาดของผู้ประกอบการที่มีขนาดรองลงมามากนัก
ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ 1.กลยุทธ์การตั้งราคาขาย โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านการควบคุมต้นทุนการผลิต (Cost Advantage) ที่สามารถทำได้ดีกว่าคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซีย สะท้อนจากต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยที่โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 70% ของยอดขาย ต่ำกว่าผู้ประกอบการมาเลเซีย 5-10% ตรงข้ามกับปริมาณไม้ยางพาราของมาเลเซียที่มีปริมาณอยู่ค่อนข้างพอดีกับความต้องการใช้งาน ซึ่งเมื่อนำมาประกอบกับปริมาณการผลิต PB และ MDF ของผู้ประกอบการไทยที่จะทำการผลิตถึงปีละ 4.2 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่ามาเลเซียถึง 0.7 เท่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบด้านขนาด 2.กลยุทธ์ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Distribution Channels) โดยการขายผ่านนายหน้าหรือตัวแทนขาย จะเป็นตัวเลือกเหมาะสำหรับการเริ่มทำตลาดในระยะแรก เมื่อผู้ประกอบการเริ่มมีความรู้ ความเข้าใจในตลาดเวียดนามแล้ว ผู้ประกอบการควรพิจารณาเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านการขายตรง (Direct Sales) ไปยังโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าไปในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงอย่างเวียดนามให้ทั่วถึงมากที่สุด







