
เอสเอ็มอีไทย รัฐต้องช่วยเพื่ออยู่รอด
ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้ทวีความสำคัญมากขึ้น และได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยจำนวนผู้ประกอบการมากถึง 2 ล้านราย ดังนั้นการสนับสนุนเอสเอ็มอีก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไปในตัว
บริษัท ยูพีเอส เอเชีย บิสซิเนส มอนิเตอร์ หรือเอบีเอ็ม ได้สำรวจความเห็นของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 1,350 ราย จาก 13 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยเอ็ดมันด์ โล กรรมการผู้จัดการ ยูพีเอสประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจทั่วทั้งภูมิภาค เอสเอ็มอีในประเทศไทยเริ่มวางแผนจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศภายใน 3 ปี แม้ว่าจะมีปัจจัยลบอยู่มาก แต่เชื่อว่ายังมีโอกาส โดย 78% มีเป้าหมายขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 49% ขยายสู่ยุโรป และ 45% ขยายสู่ตะวันออกกลาง
จากเป้าหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยเริ่มมองตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมองตลาดเอเชียเป็นหลักแล้ว ยังมองไปถึงตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง ถือเป็นการวางแผนที่ดีและมีโอกาสในการทำตลาดมากด้วย
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีไทยยังเห็นว่า 70% มีปัจจัยบวกที่จะหนุนให้อุตสาหกรรมในประเทศเติบโตยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ หรือการขาดความรู้ทางศุลกากรในการส่งสินค้าเข้าไปยังตลาดต่างประเทศ แต่หากมีการพัฒนาในเรื่องนี้ ก็ยังมีโอกาสรออยู่
ส่วนของการลงทุนนั้น จากการสำรวจพบว่า 47% ของเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นขณะที่เฉลี่ยทั้งภูมิภาคอยู่ที่ 30% แสดงว่าไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นซึ่งจะส่งแม้จะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการประกอบการ แต่มีผลดีต่อการทำตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
“
ยูพีเอสมีการเปิดตัวสินค้า Carbon Neutral ให้ลูกค้าที่ส่งสินค้ากับยูพีเอส จ่ายเงินเพิ่ม 25 บาทต่อสินค้า 1 ชิ้นเพื่อสนับสนุนกองทุนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเป็นความสมัครใจ แต่ผลที่ได้คือ เอสเอ็มอีหรือลูกค้าใดก็ตามสามารถนำไปอ้างอิงเมื่อนำเข้าสินค้ากับบางกลุ่มประเทศได้ว่า มีการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม” นายโล กล่าวในส่วนการบริหารงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เอสเอ็มอีไทยเชื่อว่า 34% หากมีการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ดี จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ และทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดี ตรงตามเวลา ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีมาตรฐานถือเป็นส่วนสำคัญ โดยต้องสามารถเลือกได้ว่าต้องการบริการแบบใด เช่น เลือกส่งเร็ว ส่งช้า เพื่อให้ได้สินค้าทันเวลา
ทั้งนี้ แม้จะมีโอกาสส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันก็มีอุปสรรคหลายประการ โดย 50% มีความกังวลว่า หากปัจจัยลบด้านต่างๆ ในประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดยรวมและเกิดปฏิกิริยาโดมิโน กระทบถึงเอสเอ็มอีด้วย
ส่วนอีก 38% เห็นว่าเอสเอ็มอีอาจมีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีประสิทธิภาพ โดยจะเห็นได้จากสถานการณ์ปัจจุบันที่แรงงานไทยออกไปค้าแรงงานต่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าว จุดนี้ต้องเร่งจัดให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานมารองรับการขยายตัวของกิจการ รวมถึงมีการเจรจาเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งต้องเร่งหาข้อสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว
จากอุปสรรคหลักทั้งสองข้อ นำมาสู่อุปสรรคที่ 3 คือ 29% เอสเอ็มอีต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย ทั้งด้านกฎระเบียบต่างๆ และนโยบายด้านภาษี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลยังให้การสนับสนุนที่ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
นอกจากนี้ 29% เอสเอ็มอีไทยเป็นห่วงเรื่องการแข่งขัน เพราะในขณะที่ผู้ประกอบการไทยสามารถรุกไปทำตลาดต่างประเทศได้ เอสเอ็มอีในต่างประเทศโดยเฉพาะจีนก็มาแรงเช่นกัน ยิ่งมีข้อตกลงการค้าเสรี รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ไม่สูงนัก ทำให้เอสเอ็มอีไทยมีความกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ ยูพีเอส เห็นว่านายโล กล่าวต่อไปว่า ส่วนผลประกอบการของยูพีเอสนั้น ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการขนส่งสินค้ามากที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตกว่า 45% โดยเฉพาะบริการในประเทศไทยมีการเติบโตกว่า 25% เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของการส่งออกโดยรวมของไทยประมาณ 1213% ยิ่งจากการสำรวจความเห็นและความต้องการของเอสเอ็มอี ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสเติบโตของเอสเอ็มอีไทยยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยบวกและการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่จะทำให้ทุกอย่างเติบโตอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น







