
ถอดรหัสรวยปีจอ
& ปานตา ฉัตรมาศ CFP(R) & ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทยปีระกาที่กำลังจะผ่านไปนับว่าเป็นปีทองของนักลงทุน เพราะไม่ว่าจะลงทุนหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้มากกว่า 10% แล้วปีจอที่กำลังจะมาถึง เราควรลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศไหน เพื่อจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง K-Expert จะมาช่วยถอดรหัสรวยปีจอ
& ปานตา ฉัตรมาศ CFP(R) & ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย
ปีระกาที่กำลังจะผ่านไปนับว่าเป็นปีทองของนักลงทุน เพราะไม่ว่าจะลงทุนหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้มากกว่า 10% แล้วปีจอที่กำลังจะมาถึง เราควรลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศไหน เพื่อจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง K-Expert จะมาช่วยถอดรหัสรวยปีจอ
เศรษฐกิจไทยและเทศยังสดใส
เศรษฐกิจโลกยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2561 จะขยายตัวที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.7% โดยในส่วนสหรัฐเศรษฐกิจยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาที่ 21% จากเดิม 35% ซึ่งจะช่วยให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับเพิ่มสูงขึ้นมาได้ ส่วนยุโรป จีน ญี่ปุ่น เศรษฐกิจก็ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2561 สำหรับเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 4% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.9% ปัจจัยหนุนคือ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
หุ้นไทยปีจอเป้าหมาย 1,800 จุด
ในปี 2560 ดัชนีหุ้นไทยสามารถปรับตัวสูงขึ้น จนทำ New High ในรอบ 24 ปีได้ หลายคนจึงลุ้นว่า ในปี 2561 หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 1,789 จุด ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2537 ได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีโอกาส โดยมีหลายปัจจัยที่ช่วยหนุนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยที่เติบโตได้ดี การเมืองที่ชัดเจนขึ้นจากการจัดการเลือกตั้งช่วงปลายปี และราคาหุ้นไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นไป 1,788 จุด จากงบบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 4 ที่คาดว่าจะออกมาดี โดย บล.กสิกรไทย ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปี 2561 ที่ 1,800 จุด ดังนั้น ในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงมาในช่วงไตรมาส 2 สามารถทยอยสะสมหุ้นไทยได้
หุ้นยุโรปยังเป็นตัวเลือกในการลงทุน
เศรษฐกิจยุโรปในปี 2561 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถปรับลดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) ได้ นอกจากนี้ เมื่อไปดูราคาหุ้นยุโรปในปัจจุบันจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นอย่างสหรัฐและญี่ปุ่น ดังนั้นราคาหุ้นยุโรปยังคงไม่แพง
หุ้นสหรัฐราคาแพงควรเลี่ยง
แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ราคาหุ้นที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) สูงกว่า 18 เท่า ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศใหญ่ๆ อย่างยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน แล้ว จะเห็นว่าหุ้นสหรัฐมีราคาที่แพงกว่า จึงมีโอกาสที่จะพบกับแรงขายทำกำไรได้ง่ายในปี 2561 นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งเป็นขาขึ้น โดยมีโอกาสจะเพิ่มสูงขึ้น 0.75% ในปี 2561 ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐได้ จึงไม่แนะนำให้เข้าลงทุนหุ้นสหรัฐ สำหรับผู้ที่ลงทุนอยู่แล้ว สามารถขายทำกำไรบางส่วน เพื่อลงทุนหุ้นไทยหรือหุ้นยุโรปแทนได้
ทองคำมีได้กระจายความเสี่ยง
ทองคำในแง่ของสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์สงคราม หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ความต้องการลงทุนทองคำมักเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การลงทุนทองคำจึงเป็นรูปแบบการลงทุนที่ช่วยให้เราสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ ซึ่งแนวโน้มราคาทองคำในปีจอดูแล้วไม่ค่อยสดใสนัก เพราะสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2561 จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น นักลงทุนจึงต้องการถือครองตราสารหนี้และเงินดอลลาร์มากขึ้น ความต้องการลงทุนทองคำจึงไม่สูงมากนัก จึงแนะนำให้ลงทุนทองคำ 5-10% ของเงินลงทุน
แม้ภาพรวมการลงทุนในปีจอจะดูแล้วค่อนข้างสดใส แต่ควรกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์แบบจัดพอร์ตการลงทุน ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้







