posttoday
ปัจจัยเสี่ยงเพียบ หวั่นสกัดค้าโลกบูม

ปัจจัยเสี่ยงเพียบ หวั่นสกัดค้าโลกบูม

01 มกราคม 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ว่า การค้าโลกในปีจอนี้จะสามารถขยายตัวต่อไปได้ หลังจากการฟื้นตัวในปี 2017 ที่ผ่านมา เนื่องด้วยปัจจัยเสี่ยงอย่างสงครามการค้าไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงตามที่คาดหมายเอาไว้เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งขึ้นรับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปี ชูโรงนโยบายปกป้องการค้าจนสร้างความวิตกไปทั่วโลก

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ว่า การค้าโลกในปีจอนี้จะสามารถขยายตัวต่อไปได้ หลังจากการฟื้นตัวในปี 2017 ที่ผ่านมา เนื่องด้วยปัจจัยเสี่ยงอย่างสงครามการค้าไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงตามที่คาดหมายเอาไว้เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งขึ้นรับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปี ชูโรงนโยบายปกป้องการค้าจนสร้างความวิตกไปทั่วโลก

กระนั้น ถึงปัจจัยเสี่ยงต่อ "การค้าโลก" จะเลือนรางลงไป แต่ก็ใช่ว่าจะหายไปจากโฉมหน้าเศรษฐกิจปี 2018

จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณการค้าโลกทั้งสินค้าและบริการปี 2017 สามารถขยายตัวได้มากถึง 4.2% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2009 อยู่ที่เพียง 2.4% และคาดว่าจะเติบโตได้ 3.9% ในปี 2018

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) พบว่า การค้าโลกในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตในระดับปานกลางที่ 3.2% เนื่องด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ ฐานการประเมินในปี 2018 ไม่ได้ต่ำเช่นเดียวกับ 2017 ซึ่งอัตราการขยายตัวปรับขึ้นอย่างมากหลังการค้าอ่อนแอในปี 2016

ขณะที่ประการที่สอง คือ การสิ้นสุดยุคเงินง่าย เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะลดขนาดซื้อคืนสินทรัพย์ ส่วนประการที่สาม คือ จีนจะพยายามคุมหนี้ ซึ่งทั้งสองประการจะจำกัดกำลังซื้อของประเทศเหล่านี้

ดังนั้น ดับเบิ้ลยูทีโอจึงคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า การค้าโลกในปี 2018 จะเติบโตในระดับ ปานกลางไม่หวือหวาเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และทำให้โลกเติบโตได้ไม่ต่างจากปี 2017 ที่ 2.8%

อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ดับเบิ้ลยูทีโอต่อภาพรวมในปี 2018 กลับยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมีนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเติบโตที่ต่ำที่สุดเอาไว้ที่ 1.4% ขณะที่ระดับสูงสุดที่มีนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้สูงถึง 4.4% แสดงให้เห็นถึง "ความไม่แน่นอน" ที่มีโอกาสเกิดขึ้นใน ปีนี้ซึ่งนอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดและค่าใช้จ่ายด้านภัยพิบัติแล้ว มาตรการการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของการค้าโลกเช่นเดียวกัน

สำหรับประเด็นดังกล่าว ความเป็น "คู่แข่ง" ระหว่างสหรัฐและจีนกลายปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศให้จีนเป็นคู่แข่งเชิงอำนาจของสหรัฐ พร้อมระบุว่า การปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐถือเป็นการปกป้องความมั่นคงของชาติเช่นเดียวกัน

ในปี 2017 ที่ผ่านมา สหรัฐได้ดำเนินการเพื่อหาทางใช้มาตรการการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสั่งสอบการนำเข้าเหล็กกล้าไร้สนิมและอะลูมิเนียมจากจีน ตามกฎหมายการค้ามาตรา 232 ซึ่งสืบสวนว่าการนำเข้าดังกล่าวกระทบกับความมั่นคงของชาติหรือไม่ และยังสั่งสอบการนำเข้าอะลูมิเนียมอัลลอยแผ่นของจีนตามกฎหมายภาษีนำเข้า เพื่อตรวจสอบการทุ่มตลาดอีกด้วย โดยการใช้กฎหมายดังกล่าวเข้ามาตรวจสอบ เป็นการดำเนินการครั้งแรกในรอบ 25 ปี

ไม่ใช่เพียงแต่การมองไปยังที่จีนเพียงอย่างเดียว แต่สหรัฐยังตรวจสอบพบว่าจีนได้ส่งเหล็กไปผลิตในขั้นตอนสุดท้ายที่เวียดนามและส่งไปยังสหรัฐ ส่งผลให้สหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับเหล็กม้วนรีดเย็นและเหล็กกล้าไร้สนิมที่นำเข้าจากเวียดนาม ในระดับเดียวกับที่นำเข้าจากจีนที่ 531% และ 238% ตามลำดับ

สหรัฐพบว่ากระบวนการผลิตเหล็กดังกล่าว 90% เกิดขึ้นที่จีน และส่งไปเวียดนาม เพื่อหนีกำแพงภาษีที่สหรัฐตั้งกับจีนเมื่อปี 2015 หลังพบว่าจีนอุดหนุนผู้ผลิต โดยนับตั้งแต่สหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับจีนไป การนำเข้าเหล็กม้วนรีดเย็นจากเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นจากปีละ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 363 ล้านบาท) เป็นปีละ 295 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,735 ล้านบาท)

นอกจากนี้ สหรัฐยังเห็นว่าจีนไม่ "ยุติธรรม" ต่อเอกชนของสหรัฐที่ต้องยอมจำนนส่งมอบเทคโนโลยีให้กับจีนผ่านการทำบริษัทร่วมทุนกับธุรกิจแดนมังกรตามกฎของจีน โดยสหรัฐมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ความไม่พอใจดังกล่าวเคยทำให้ทางการสหรัฐเข้าขวางไม่ให้แคนยอน บริดจ์ พาร์ตนอร์ส บริษัทลงทุนที่มีจีนเป็นผู้หนุนหลัง เข้าซื้อ แลทติส เซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตชิปของสหรัฐ เพื่อปกป้องเอกชนสหรัฐและเทคโนโลยีสำคัญ จากการนำไปใช้พัฒนากองทัพจีนและการเอาเทคโนโลยีจากสหรัฐไปใช้ผลิตเอง

นอกเหนือจากจีนแล้ว ทรัมป์ยังได้รื้อข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดาและเม็กซิโก (สนธิสัญญาการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้า) และข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ บีบให้ชาติคู่ค้าต้องนั่งโต๊ะเจรจาใหม่ โดยสหรัฐต้องการได้ผลประโยชน์ให้มากที่สุดจากข้อตกลง การค้าดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการ ดังกล่าว สหรัฐยังมองว่า "เบา" เมื่อเทียบกับเมื่อตอนที่ทรัมป์กำลังหาเสียง โดยทรัมป์ได้ออกมาแสดงความชัดเจนต่อ "มาตรการการค้า" ที่มีต่อจีน ผ่านบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

ทรัมป์กล่าวว่า มาตรการการค้าของสหรัฐที่จะใช้กับจีนนั้นจะเข้มข้นมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับท่าทีของจีนที่มีต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งสหรัฐถือเป็นภัยคุกคาม

"เมื่อผมกำลังหาเสียง ผมได้แข็งกร้าวกับจีนในเรื่องการค้า จีนมีการค้าเกินดุลกับเรา 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ในปีที่แล้ว ยังไม่รวมเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอีก และตอนนี้เราขาดดุลเพิ่มอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9.6 ล้านล้านบาท)" ทรัมป์กล่าวกับนิวยอร์กไทมส์

"ถ้าพวกเขาช่วยเราเรื่องเกาหลีเหนือ ผมก็อาจจะมีนโยบายการค้ากับจีนที่ต่างออกไปเล็กน้อย อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ผมทำมาตลอด แต่ถ้าพวกเขายังส่งน้ำมันไปเกาหลีเหนือ ผมไม่อาจยินดีต่อเรื่องนั้นได้" ทรัมป์เสริม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า จีนโดนจับได้คาหนังคาเขาว่าส่งน้ำมันไปยังเกาหลีเหนือ ซึ่งทำให้จีนออกมาโต้กลับว่า สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไม่ได้มีมติคว่ำบาตรการส่งน้ำมันจากจีนไปเกาหลีเหนือ

ทรัมป์ได้นำเอาการค้าเข้าไปรวมกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างภัยคุกคามจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุนี้ ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการค้าโลกปี 2018 อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท