
‘เร่งลงทุน-แก้จน’ โจทย์ยากเศรษฐกิจปีจอ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเศรษฐกิจไทยปี 2561 ถือว่าเริ่มต้นได้สดใส จากแรงส่งเศรษฐกิจปี 2560 ที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.9% ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งมองว่าเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาตัวเลขอาจจะขยายตัวได้ถึง 4% ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยปี 2561 ถือว่าเริ่มต้นได้สดใส จากแรงส่งเศรษฐกิจปี 2560 ที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ที่ 3.9% ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งมองว่าเศรษฐกิจปี 2560 ที่ผ่านมาตัวเลขอาจจะขยายตัวได้ถึง 4% ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก
ไม่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจปีเก่า 2560 จะขยายตัวเท่าไร ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการขยายตัวได้ต่อเนื่องระดับสูง เป็นโมเมนตัมให้กับเศรษฐกิจปีใหม่ 2561 อย่างมาก โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2561 จะขยายตัวได้สูงถึง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญในเชิงนโยบายเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก เพราะรัฐบาลนี้ตั้งเป้าและประกาศอย่างชัดเจนมาตลอดว่าจะบริหารให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5%
ยิ่งล่าสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ออกมาคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2561 จะขยายตัวได้ถึง 4.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ 4% จากแรงขับเคลื่อนการส่งออก การท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดี รวมถึงการเร่งใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
ซึ่งหากประเมินจากการคาดการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจ ปีใหม่ 2561 จะเป็นปีแรกในรอบหลายสิบปี ที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้เต็มศักยภาพอย่างมีเสถียรภาพในระยะกลางและยาวต่อไป
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงขนาดประกาศว่าเศรษฐกิจปี 2561 เป็นปีแห่งความหวังอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ตลาดหุ้นของไทยก็จะดีไม่แพ้กันด้วย เพราะดัชนีปีที่ผ่านมาสูงถึง 1,700 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 ที่ผ่านมา
ความมั่นใจของรองนายกฯ สมคิด ที่มีอย่างมาก เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้วางพื้นฐานทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การเร่งลงทุนภาครัฐมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนทำให้เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าโตไปได้ ขณะที่การส่งออกที่เคยเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยมาหลายปีเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่ปี 2560 การ ส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้อย่างมาก ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี และคาดว่ายังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2561 ให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปีหน้าปีจอ ดูท่าทางจะราบรื่นขยายตัวได้ดีไม่มีปัญหา แต่ทว่าเศรษฐกิจปีหน้าก็ยังมีโจทย์ใหญ่หลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้การขยายตัวสะดุดและขยายตัวได้ตามเป้าหมายเต็มศักยภาพที่ 4-5%
โจทย์ยากเศรษฐกิจของรัฐบาลในปีนี้ ยังหนีไม่พ้นเรื่องใหญ่ 2-3 เรื่อง ในเรื่องแรกได้แก่การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ยอมลงทุน แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่ภาคเอกชนก็ยังลงทุนน้อย
จากตัวเลขของกระทรวงการคลังที่เผยออกมาพบว่า ในปี 2559 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นลงทุนเอกชนให้ลดหย่อนได้ 2 เท่า มีผู้มาใช้สิทธิ 9,000 ราย เป็นวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท สำหรับในปี 2560 รัฐบาลตั้งเป้าให้มีเอกชนมาใช้สิทธิ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2559 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 0.4% และในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัว 2% การใช้มาตรการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า คาดว่าจะทำให้การลงทุนขยายตัวได้มากกว่าที่ประมาณการไว้ ส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้โต 4% และปีหน้าขยายตัวได้มากกว่า 4% เพราะการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้มาก 3%
แม้แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยังยอมรับว่าการลงทุนภาคเอกชนถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาภาคเอกชนยังลงทุนน้อย และหากในปี 2561 ภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุนเพิ่มเศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวได้ 4% นิดหน่อยเท่านั้น แต่หากภาคเอกชนเริ่มมีการลงทุนมากขึ้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้ถึง 5%
ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนอย่างหนัก โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะเป็นเรือธงสำคัญในการดึงการลงทุนภาคเอกชนทั้งในและ ต่างประเทศขยายตัวแบบก้าวกระโดดตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้หรือไม่
สำหรับโจทย์ยากเศรษฐกิจของรัฐบาลในปีหน้าอีกเรื่องที่สำคัญ ได้แก่ การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาที่ผ่านมายังมาก เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจภาพรวมขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจฐานรากยังพบว่าซบเซามีปัญหาไม่ขยายตัว เพราะรายได้น้อย ไม่พอใช้จ่าย และมีหนี้สินจำนวนมากไม่มีเงินชำระ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากฝืดเคืองอย่างมาก
ดังนั้น ในปี 2561 รัฐบาลจึงตั้งการแก้ปัญหาความยากจนเป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการแก้จนกลุ่มที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11.4 ล้านคน และมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี ประมาณ 5 ล้านคน ให้พ้นจากความยากจน โดยต้นเดือน ม.ค. 2561 คลังจะเสนอชุดมาตรการช่วยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เช่น การฝึกอาชีพ หางานให้ทำเพิ่มรายได้ การสร้างให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ โดยจะมีอาชีพให้เลือกจำนวนมาก และจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลผู้มีรายได้น้อยที่ยากจนเป็นรายบุคคล เพื่อประมวลผลและช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผู้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
สำหรับความคาดหวังของกระทรวงการคลัง คาดว่ามาตรการทั้งหมดในปีแรกจะทำให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี พ้นจากความยากจน 20-30% แม้ว่าเป็นจำนวน ไม่มาก แต่รัฐบาลคาดหวังว่าหากมีรัฐบาลใหม่มาสานต่อภายใน 4-5 ปี ก็จะทำให้ทุกคนพ้นจากความยากจนได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้จนก็ยังมีปัญหาท้าทายว่าจะทำได้ตาม เป้าหมายหรือไม่ เพาะการฝึกอาชีพและหางานให้ผู้มีรายได้น้อยทำระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน หากมาตรการนี้ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง ก็จะทำให้ผู้ที่พ้นจากความยากจนกลับมาเป็นคนจนเต็มขั้นอีกครั่้ง
นอกจากนี้ โจทย์ยากเศรษฐกิจไทยปีจอยังมีเรื่องการผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากถึง 3 ล้านราย มาเป็นกองทัพมดผลักดันเศรษฐกิจปีจอ แต่ที่ผ่านมาก็ยังเจอปัญหาเดิมๆ คือ ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ทำให้ประกอบกิจการได้ไม่ต่อเนื่อง จนผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการตัวเองไปในที่สุด
ดังนั้น โจทย์ยากเศรษฐกิจปีจอ ดังกล่าว หากรัฐบาลแก้ไม่ตก ผ่าทางตันไม่ได้ ย่อมทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2561 ขยายตัวไม่ได้มากอย่างที่รัฐบาลคาดหวังไว้ก็ได้ n







