posttoday
คนไทยออมเงินไม่เป็น

คนไทยออมเงินไม่เป็น

02 มกราคม 2561

กิตติชัย เตชะงามเลิศ จากประสบการณ์ที่ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาต่างๆ ผมชอบถามผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยเฉพาะเมื่อหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการออมเงินว่า เมื่อคุณมีรายได้เข้ามา คุณทำอย่างไรกับเงินก้อนนั้น 90% จะตอบว่าใช้ก่อน มีเงินเหลือก็จะเก็บออม หรือบางท่านอาจจะตอบให้สวยหรูหน่อยว่า พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่ผิดพลาด ถ้าคิดจะออมเงิน วิธีที่ถูกต้อง ควรจัดการเงินออมออกมาก่อนอย่างน้อย 20% ของรายได้ ยิ่งถ้ามีรายได้สูงควรจะออมเงินด้วยสัดส่วนที่มากขึ้น อย่างเช่นตัวผมเอง ผมออมเงินประมาณ 90% ของรายได้

กิตติชัย เตชะงามเลิศ

จากประสบการณ์ที่ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในงานสัมมนาต่างๆ ผมชอบถามผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยเฉพาะเมื่อหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการออมเงินว่า เมื่อคุณมีรายได้เข้ามา คุณทำอย่างไรกับเงินก้อนนั้น 90% จะตอบว่าใช้ก่อน มีเงินเหลือก็จะเก็บออม หรือบางท่านอาจจะตอบให้สวยหรูหน่อยว่า พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่ผิดพลาด ถ้าคิดจะออมเงิน วิธีที่ถูกต้อง ควรจัดการเงินออมออกมาก่อนอย่างน้อย 20% ของรายได้ ยิ่งถ้ามีรายได้สูงควรจะออมเงินด้วยสัดส่วนที่มากขึ้น อย่างเช่นตัวผมเอง ผมออมเงินประมาณ 90% ของรายได้

ปัจจุบันนี้การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เข้าถึงตัวเราได้แทบจะทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ ป้ายบิลบอร์ด โฆษณา โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต รถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้า แม้กระทั่งในลิฟต์โดยสารก็ยังไม่เว้น ซึ่งโฆษณาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พยายามจะดึงดูดเงินในกระเป๋าของเรา บางครั้งดูดเงินในกระเป๋าเราหมดแล้ว ยังไปดูดเงินอนาคตของเรามาอีกด้วย จากการใช้บัตรเครดิตแบบแบ่งจ่ายหรือสินเชื่อบุคคล เป็นต้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็มหาโหด โดยอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 18% อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 25% นี่ยังไม่นับหนี้นอกระบบที่จ่ายกันถึงร้อยละ 3 ต่อเดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดังก้องโลก ยังสร้างผลตอบแทนได้โดยเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น อย่าลืมนะครับว่า เขาหารายได้จากเงินออมและเงินลงทุน

แต่ในขณะที่คุณกำลังใช้จ่ายโดยเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่านักลงทุนระดับโลกทำได้เสียอีก ผมจึงพูดเสมอว่า "คนที่กำลังจะรวยคือคนที่ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะของตนเอง ในขณะที่คนกำลังจะจนก็คือคนที่ใช้จ่ายเกินกว่าฐานะของตนเอง"

ผมได้อ่านผลวิจัยเชิงสำรวจของสถาบันวิจัยและบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU Poll) เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งการวิจัยเชิงสำรวจเรื่องการออมและการลงทุนของคนกรุงเทพฯ โดยมีกรณีศึกษาเป็นตัวอย่างคนทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-55 ปี จำนวนทั้งสิ้น 1,210 ตัวอย่าง โดยเป็นเพศชาย 44.63% และเพศหญิง 55.37% และมีระดับการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 26.71% ระดับปริญญาตรี 52.27% และสูงกว่าระดับปริญญาตรี 6.02% พบว่า คนกรุงเทพฯ มีเงินออมโดยเฉลี่ยเพียง 3,373 บาท/เดือนเท่านั้น โดยคนกรุงเทพฯ ที่มีเงินออมคิดเป็น 73.74% ในขณะที่ผู้ที่ไม่มีเงินออมคิดเป็น 26.26% สาเหตุที่ไม่มีเงินออมเพราะ

1.มีรายจ่ายเยอะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ 63.26%

2.มีหนี้สิน 17.80%

3.รายได้ไม่แน่นอน 10.28%

4.เงินเดือนน้อย 8.71%

โดยจำนวนผู้ที่มีหนี้สินคิดเป็น 63.72% ขณะที่ผู้ที่ไม่มีหนี้สิน 36.28% เมื่อแยกประเภทของหนี้สิน จะพบว่าเป็นหนี้บ้าน 872,464 บาท หนี้บัตรเครดิต 323,544 บาท หนี้รถยนต์ 302,933 บาท หนี้เงินกู้ในระบบ 231,632 บาท หนี้เงินกู้นอกระบบ 36,752 บาท หนี้อื่นๆ เช่น สหกรณ์ 38,286 บาท ทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องขวนขวายหารายได้อื่นนอกเหนือจากรายได้ประจำ จากตัวอย่างมีถึง 44.62% ที่มีรายได้อื่น ทีนี้เรามาดูผู้ที่มีเงินออมว่าเขาออมกันอย่างไร ปรากฏว่า 71.93% ออมประจำทุกเดือน ที่เหลือก็ออมนานๆ ครั้ง และคนกรุงเทพฯ 78.25% เลือกที่จะออมเงินกับธนาคารมากกว่านำเงินไปลงทุน ส่วนที่เหลือ 21.75% ก็จะนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ โดยลงทุนใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 37.81% ทองคำ 30.30% พันธบัตร 15.27% กองทุนรวม 11.82% หุ้น 6.9% อสังหาริมทรัพย์ 5.17% Forex 1.11% อื่นๆ 18.97%

เมื่อเห็นตัวเลขดังกล่าวแล้ว น่าตกใจอย่างยิ่ง นี่ขนาดคนกรุงเทพแท้ๆ มีเพียง 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่รู้จักการลงทุน ระดับการศึกษาของคนกรุงเทพฯ ก็ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ นี่ถ้าไปสำรวจคนต่างจังหวัดหรือคนในชนบท ตัวเลขจะยิ่งไม่แย่ไปกว่านี้เหรอ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะไปโทษคนกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัด หรือคนในชนบท ไม่ได้เสียทั้งหมด คงต้องโทษที่ระบบการศึกษาของรัฐที่ไม่มีการวางแผนให้ดี จริงๆ แล้วเรื่องการออมเงิน ควรบรรจุไว้เป็นหลักสูตรสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้นหรือ ปวช.เสียด้วยซ้ำ เพราะบางคนอาจจะไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ปวส. หรือระดับมหาวิทยาลัย และเด็กมัธยมต้นยังเป็นเด็กที่หัวอ่อนอยู่ เปรียบเสมือนไม้อ่อนที่ดัดง่าย หรืออย่างน้อยก็ให้หนังสือเกี่ยวกับเรื่องการออมเงิน เป็นหนังสือนอกเวลาเรียนก็ยังดี ยิ่งสังคมไทยปัจจุบันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยมีคนไทยที่อายุเกิน 60 ปีอยู่ประมาณ 15% แล้ว คาดว่าภายในปี 2565 จะมีคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปีมีอยู่ถึง 20% ถ้าระดับการออมเงินของคนในชาติยังต่ำอยู่เช่นนี้ และความรู้เกี่ยวกับเรื่องการออมเงินก็แทบจะไม่มี มองไปข้างหน้าอนาคตของประเทศชาติดูแล้วน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งนะครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ