posttoday
ปีทองลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ปีทองลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

02 มกราคม 2561

ทศพล หงษ์ทองปี 2561 ปีที่ 4 ของรัฐบาล คสช. ที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งและวางรากฐานความหวังใหม่ให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ ซึ่งปี 2561 จะถือเป็นปีทองของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง

ทศพล หงษ์ทอง

ปี 2561 ปีที่ 4 ของรัฐบาล คสช. ที่เข้ามาขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งและวางรากฐานความหวังใหม่ให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ ซึ่งปี 2561 จะถือเป็นปีทองของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ปีนี้จีดีพีของประเทศไทยจะเติบโตมากกว่าปี 2560 หรือมากกว่า 4% โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนของภาครัฐ และการเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้มากกว่างบปี 2560 เนื่องจากโครงการต่างๆ มีความคืบหน้า และพร้อมจะทยอยเปิดประมูลในปีนี้

สำหรับเมกะโปรเจกต์ที่จะเห็นความชัดเจนในปีนี้ เป็นโครงการก่อสร้างระบบราง เริ่มจากโครงการรถไฟทางคู่เฟส 1 รวม 5 เส้นทาง วงเงิน 6.9 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลผลักดันจนสามารถ ลงนามสัญญา พร้อมตอกเสาเข็มก่อสร้าง

ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 รวม 9 เส้นทางวงเงิน 3.98 แสนล้านบาท ระยะทาง 2,217 กิโลเมตร หรือเพิ่มรางรถไฟอีกเกือบ 50% จากปัจจุบัน อยู่ระหว่างเสนอโครงการเข้าสู่คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. เพื่อส่งต่อโครงการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ควบคู่กับการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) คาดว่าจะเปิดประมูลโครงการได้ในช่วงกลางปี พร้อมลงนามสัญญาได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

สำหรับการก่อสร้างรถไฟชานเมืองเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากในเมืองหลวงไปสู่ชานเมืองนั้น จะเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา มูลค่า 19,042 ล้านบาทและรถไฟฟ้าสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ มูลค่า 7,596.94 ล้านบาท ให้สภาพัฒน์เห็นชอบโครงการในเดือน ม.ค.นี้ ก่อนที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม.อนุมัติในเดือน ก.พ. เพื่อเปิดประมูลโครงการต่อไปภายในปีนี้

ด้านแผนการขับเคลื่อนรถไฟฟ้า 10 เส้นทางเพื่อแก้ปัญหาจราจรในเมืองหลวงนั้น รัฐบาล คสช.ตั้งเป้าจะผลักดันเปิดประมูลโครงการให้ครบตามจำนวนดังกล่าว แม้จะติดปัญหาหลากหลายด้าน แต่ทางกระทรวงคมนาคมยังมั่นใจว่าปี 2561 จะได้เห็นความชัดเจนของโครงการที่เหลือทั้งหมด เริ่มจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 1.01 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน ระยะทาง 16.4 กม. วงเงิน 1.23 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับทีโออาร์ และเงื่อนไขการร่วมทุนภาคเอกชนแบบพีพีพี คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ภายในช่วงต้นปี ก่อนทยอยเปิดประมูลโครงการในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี ก่อนลงนามสัญญาเพื่อเริ่มต้นตอกเสาเข็มก่อสร้างได้ในปลายปีนี้

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กม. วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นมีเป้าหมายจะเสนอให้ ครม. เห็นชอบการก่อสร้างในเดือน มิ.ย. ก่อนเปิดประมูลในเดือน ต.ค. และเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2566 ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีความชัดเจนมากขึ้นภายหลังจาก รฟม.จะเสนอขอบริหารการเดินรถเอง คาดว่าปีนี้จะสามารถเดินหน้าโครงการรรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 1.37 หมื่นล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย ช่วงคูคต-ลำลูกกา วงเงิน 1.19 หมื่นล้านบาท เพื่อเปิดประมูลภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ควบคู่ไปกับนโยบายการวางระบบขนส่งมวลชนในหัวเมืองใหญ่อย่างโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) จ.ภูเก็ต ช่วงท่านุ่น-ท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 60 กม. วงเงิน 3.94 หมื่นล้านบาท และโครงการแทรม จ.ขอนแก่น ระยะที่ 1 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนพร้อมเปิดประมูลโครงการได้ภายในปีนี้เช่นกัน

ขณะที่แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลตั้งใจพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีระบบคมนาคมขนส่งของตัวเอง เช่น รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานคร ท่าเรือน้ำลึก หรือแม้กระทั่งสนามบินนานาชาติ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาตินั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงิน 2.15 แสนล้านบาท นั้นได้ผ่านมติเห็นชอบจากบอร์ด รฟท.เรียบร้อยแล้ว พร้อมข้อเสนอยกที่ดินมักกะสันมากกว่า 130 ไร่ให้เอกชนไปพัฒนาด้วยสัมปทานระยะเวลา 50 ปี จากนี้ รฟท.จะเร่งเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด อีอีซี) ภายในไตรมาสแรกของปี ควบคู่ไปกับการร่างทีโออาร์ที่ต้องแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.ก่อนจะสามารถเปิดประมูลได้ ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2561

ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 1.41 แสนล้านบาท แบ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน 5.7 หมื่นล้านบาท และการบริหารจัดการท่าเรือ 8.4 หมื่นล้านบาท จะร่างเอกสารประกวดราคาแล้วเสร็จในช่วงต้นปีนี้ ก่อนเปิดประมูลในช่วงกลางปี คาดว่าจะได้ตัวผู้รับเหมางานโยธาเดือน ธ.ค. 2561 หรืออย่างช้าในเดือน ม.ค. 2562 ที่ผ่านมามีกลุ่มทุนจากต่างชาติ หรือบริษัทบริหารท่าเรือขนาดใหญ่ทั่วโลก มากกว่า 10 รายเคยยื่นแสดงความสนใจเข้า อาทิ กลุ่ม เซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล พอร์ท กรุ๊ป (SIGP) กลุ่มไชน่า เมอร์แชนท์ กรุ๊ป กลุ่มทุนสิงคโปร์ (Port of Singapore Authority-PSA) กลุ่มทุนฮ่องกง Hutchison Port Holding และกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกอย่าง Dubai Ports World และกลุ่ม Evergreen นอกจากนี้ยัง มีกลุ่มทุนบริษัทในเอเชียจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่างละ 1 บริษัทอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการระดมทุนเพื่ออนาคตอย่าง Thailand Future Fund : TFF เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานแก้ไข ปัญหาจราจรให้กับเมืองหลวงและเมืองรองของประเทศจำนวน 2 โครงการ วงเงินราว 4.9 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก ระยะทาง 17 กม. วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท และโครงการทางด่วนสายเหนือตอน N2 วงเงิน 1.94 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอหนังสือ ชี้ชวนลงทุนไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อเริ่มต้นการเปิดระดมทุน ควบคู่ไปกับการจัดทำร่างทีโออาร์ คาดว่าประมูลโครงการได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ส่วนโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท อยู่ระหว่างปรับแก้รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนส่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ดังนั้น กทพ.จะเสนอรูปแบบการลงทุนพีพีพี กระทรวงคมนาคมเพื่อเริ่มขั้นตอนดำเนินการเพื่อเปิดประมูลและลงนามสัญญาภายในปีนี้

หากดูโรดแมปการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที รัฐบาลมีเวลาไม่มากนัก ที่จะเร่งดำเนินโครงการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะสิ่งที่นักลงทุนกังวลขณะนี้ คือ หากได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามา มีโอกาสที่แผนลงทุนต่างๆ ที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้อาจถูกพับเก็บใส่ลิ้นชัก โอกาสจะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมายต้องมาลุ้นกันอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ