
เทรนด์อาหารปี'61
[email protected] เทรนด์การทำธุรกิจในปี 2561 ธุรกิจอาหารยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เนื่องจากเริ่มทำธุรกิจได้ไม่ยาก แถมปัจจุบันมีช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยโปรโมทให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
เทรนด์การทำธุรกิจในปี 2561 ธุรกิจอาหารยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เนื่องจากเริ่มทำธุรกิจได้ไม่ยาก แถมปัจจุบันมีช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยโปรโมทให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุตลาดธุรกิจร้านอาหารในปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 3.90-3.97 แสนล้านบาท เติบโต 2-4% จากปี 2559 แบ่งเป็นมูลค่า เชนร้านอาหาร 1.19-1.22 แสนล้านบาท และมูลค่าร้านอาหารทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็น กลุ่มร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็ก 2.71-2.75 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ในกลุ่มของร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กจะมีส่วนที่เป็นร้านอาหารบริการด่วน หรือ QSR (Quick Service Restaurant) ที่มีอัตราการเติบโต ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในปี 2560 คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด QSR จะอยู่ที่ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท
สำหรับเทรนด์อาหาร 2018 บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ได้รวบรวมเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม 8 แนวทาง ดังนี้
1.Goodbye Chemicals, Hello Natural : ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่ มาจากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง ในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จะออกมาใหม่นั้น จะมุ่งไปยังการนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้ เช่น โปรตีนจากพืช สีผสมอาหารจากพืชผักผลไม้ ที่ให้ทั้งสีสัน คุณค่าอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพอย่าง ขมิ้นชัน มะพร้าว ผักผลไม้สีม่วง สาหร่าย เห็ด และสมุนไพรต่างๆ
2.Localisation : สินค้าจากท้องถิ่นจะกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เพราะอีกนัยหนึ่ง ความเป็น Local สื่อสารได้ถึงเรื่องราว ความสดใหม่ คุณภาพ ความสะอาด และความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก โดยนิยามของคำว่า Localisation นั้นหมายรวมถึงความสดใหม่จากธรรมชาติ ส่งจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง
3.Transparency : ความโปร่งใส จริงใจกับผู้บริโภคจะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต ที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องสื่อสารถึง เพราะผู้บริโภคต้องการข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมและสารประกอบที่สำคัญอย่างตรงไปตรงมา แหล่งผลิต กระบวนการเพาะปลูก ราคาที่ชัดเจน การรับประกันสุขภาพ ไปจนถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและโลก
4.Blurred line between food and drugs : เส้นแบ่งที่จางลงระหว่าง ยา อาหาร และอาหารเสริม โลกยุคใหม่มีนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ทั้งให้คุณค่าทางโภชนาการและยังใส่ส่วนผสมที่บำรุง ป้องกัน ตลอดจนรักษาโรคบางชนิดไว้ด้วย
5.Sweeter Balance : แม้น้ำตาลเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสุขภาพที่ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคยังคงต้องการรสชาติแสนอร่อยที่คุ้นเคย สมดุลแห่งความหวานกับสุขภาพ จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความใส่ใจ จนมีตัวเลือกเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เด็กซ์โตรส หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล
6.Seed of Change : จากการที่ผู้บริโภคสนใจในเมล็ดต่างๆ อย่างเมล็ดเจียและควินัวนั้น กลายเป็นใบเบิกทางให้แก่เมล็ดพันธุ์อื่นๆ นำมาซึ่งรสชาติ สัมผัส ของธรรมชาติที่หลากหลาย ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและมีโปรตีนสูง จนทำให้บริษัทต่างๆ วิจัยพัฒนาและมองหาเมล็ดพันธุ์อื่นๆ เข้าสู่ตลาด และต่อยอดในรูปแบบต่างๆ
7.สุขภาพที่ลงตัว : เมื่อหลายปีที่ผ่านมาผู้บริโภคมักเลือกสรรนมไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และเข้มงวดในการงดอาหารบางประเภทอย่างแป้ง โปรตีน ไขมัน แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคจะหันมาเลือกสรรอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานอย่างเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ หรืองดอาหารแบบเดิม แต่ยังคงใส่ใจอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างยืดหยุ่นขึ้น เช่น อาหารในกลุ่ม low FODMAPs เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดกรดและแก๊สต่างๆ
8.Smart Packaging : อีกหนึ่งเรื่องที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความสนใจ คงจะหนีไม่พ้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้สวยงามดึงดูดใจผู้บริโภค สื่อสารคุณสมบัติของอาหาร สะดวกและคุ้มค่าในการจัดส่งแล้ว บรรจุภัณฑ์ยังทำหน้าที่บอกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทานอาหารนั้นๆ โดยในปัจจุบันการพัฒนา Smart Packaging กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของวงการอาหารทั่วโลก n







