posttoday
เศรษฐศาสตร์ความสุข

เศรษฐศาสตร์ความสุข

28 ธันวาคม 2560

ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้าwww.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.comเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลส่งความสุข ดังนั้นจึงขอถือโอกาสเขียนบทความทางเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of Happiness) เพื่อ เริ่มต้นปีใหม่นี้ครับ จริงๆ แล้ว งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข เป็นอีกหนึ่งสาขาทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่ม ได้รับความสนใจในแวดวงวิชาการใน ต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยสังเกตได้จากการที่เริ่มมีวารสารทางวิชาการเฉพาะที่จะตีพิมพ์ในสาขา ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Journal of Happiness Studies, Journal of Happiness and Well-Being หรือ Quality of Life Research เป็นต้น งานศึกษาในสาขานี้เกิดจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างเช่น รายได้ประชาชาติ การว่างงาน หรืออัตราเงินเฟ้อ อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง

ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้าwww.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.com

เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของเทศกาลส่งความสุข ดังนั้นจึงขอถือโอกาสเขียนบทความทางเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of Happiness) เพื่อ เริ่มต้นปีใหม่นี้ครับ จริงๆ แล้ว งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข เป็นอีกหนึ่งสาขาทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่ม ได้รับความสนใจในแวดวงวิชาการใน ต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยสังเกตได้จากการที่เริ่มมีวารสารทางวิชาการเฉพาะที่จะตีพิมพ์ในสาขา ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Journal of Happiness Studies, Journal of Happiness and Well-Being หรือ Quality of Life Research เป็นต้น งานศึกษาในสาขานี้เกิดจากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างเช่น รายได้ประชาชาติ การว่างงาน หรืออัตราเงินเฟ้อ อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แสดงถึงความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง

ดังนั้น งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขแต่แรกเริ่ม จึงเน้นศึกษาจากข้อมูลในระดับมหภาคเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไหนจะมีความสุขกว่ากัน จากตัวชี้วัดต่างๆ ที่สามารถเปรียบเทียบได้ในแต่ละประเทศ โดยแนวทางการศึกษาจะมาจากการเก็บข้อมูลในระดับมหภาคต่างๆ เช่น ระดับการจ้างงาน ระดับมลภาวะ หรือระดับรายได้ ของในแต่ละประเทศและนำข้อมูลดังกล่าวมาอธิบายถึงความสัมพันธ์กับระดับความสุขของคนในประเทศนั้น

ผลจากการศึกษาในด้านนี้พบว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา แม้รายได้เฉลี่ยของประชากรในโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีระดับของการบริโภคเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดทางด้านความสุข (Happiness Indicator) ต่างๆ แล้วพบว่า ประชากรโลกไม่ได้มีความสุขที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร ตรงกันข้าม กลับพบว่า ประชากรในโลกมีระดับของความทุกข์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาเหล่านี้ได้อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า "การมีเงินเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ประชากรในโลกมีความสุขเพิ่มขึ้น" แต่ความสุขที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่าปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้ได้ให้เหตุผลว่า ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้มักไม่มีความพึงพอใจกับชีวิต เห็นเงินเป็นสรณะ และไม่มีความผูกพันกับธรรมชาติ จึงส่งผลทำให้ประชากรของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีการพัฒนาแล้วเหล่านี้ ดำเนินวิถีชีวิตโดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีฐานะยากจนกว่า อย่างไรก็ตามประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้กลับมีความก้าวหน้าทางด้านการพัฒนาทางด้านสุขภาพและพลานามัยของประชากร ซึ่งส่งผลทำให้ประชากรของประเทศเหล่านี้มีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าประชากรในประเทศที่มีฐานะยากจน ประชากรในประเทศที่มีฐานะร่ำรวยยังได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีและมีมาตรฐาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ชดเชยผลของการทำลายทรัพยากรที่ส่งผลทำให้ความสุขลดลง การศึกษาในระดับข้อมูลมหภาคนี้ ได้ข้อสรุปว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นต้น

การศึกษาในแนวทางที่สองก็คือ การใช้ข้อมูลในระดับจุลภาค (Micro Level) ซึ่งโดยทั่วไป ผู้วิจัยจะออกแบบสอบถามและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาประมวลผล ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความ แตกต่างจากการศึกษาในระดับมหภาคก็คือ ในกรณีของการใช้ข้อมูลในระดับจุลภาคนั้น จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ต่อความสุขในระดับของปัจเจกชน (Individual) ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลในระดับจุลภาคได้อธิบายว่า รายได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อระดับความสุขของคน โดยพบว่าคนรวยที่มีฐานะที่ดีกว่า โดยเฉลี่ยจะมีความสุขมากกว่าคนจน เนื่องจากการไม่มีรายได้ทำให้คนยากจนกลุ่มนั้นไม่มีโอกาสที่จะบริโภคสินค้าที่สร้างความสุขให้แก่ตน มีระดับของการบริโภคที่ต่ำ และไม่มีระดับสวัสดิการที่ดีในการรองรับแก่ประชาชนที่มีฐานะยากจนเหล่านั้น ซึ่งผลที่ได้นี้ กลับตรงกันข้ามกับผลที่ได้จากการใช้ข้อมูลในระดับมหภาค

นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม (Socio- Economic Factors) ต่างๆ โดยพบว่า ระดับความสุขจะลดลงเมื่อบุคคลนั้นเกิดการว่างงาน และได้รับรายได้ที่ ลดลง รวมไปถึงการอยู่อาศัยในเมือง และระดับของความสุขจะเพิ่มขึ้นในกรณีของบุคคลที่แต่งงานแล้ว มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น และมีสุขภาพกาย ที่ดี เป็นต้น ในการศึกษายังอธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอายุและระดับของความสุขนั้นมีความสัมพันธ์ในลักษณะของ "ตัวยู" (U-Shape) โดยช่วงอายุที่คนมีระดับของความสุขต่ำที่สุด (หรือความทุกข์มากที่สุด) คือ ช่วงของวัยกลางคน โดยผลจากการศึกษาพบว่า คนในช่วงวัยนี้จะมีระดับของความสุขที่ต่ำกว่าในช่วงอายุของ วัยเด็กและวัยชรา

อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างแน่ชัดว่า ปัจจัยที่กำหนดความสุขดังกล่าวจะสามารถอธิบายได้ในทุกประเทศ ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวอาจขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย เช่นกัน ดังนั้นงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขจึงต้องการข้อมูลสำรวจของแต่ละประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่กำหนดระดับความสุขของคนในประเทศนั้นๆ

ในกรณีของประเทศไทย เริ่มมีการสำรวจในด้านความสุขและมีการศึกษาปัจจัยที่กำหนดความสุขของคนไทย และมีการผลิตงานวิจัยออกมาบ้างแล้ว ซึ่งจะขอยกยอดไปอธิบายในบทความของผมในเดือนต่อไปครับ และท้ายสุดนี้ ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้ผู้อ่านทุกท่านมีแต่ความสุขในปีใหม่นี้ครับ n

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69