โยคาจารแห่งโลกโมเดิร์น
นิกายโยคาจารเป็นหนึ่งในนิกายหลักของพระพุทธศาสนายุคต้นในอินเดีย เป็นรากฐานของนิกายมหายาน
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
นิกายโยคาจารเป็นหนึ่งในนิกายหลักของพระพุทธศาสนายุคต้นในอินเดีย เป็นรากฐานของนิกายมหายาน บางครั้งเรียกว่า นิกายวิชญานวาท ที่ได้ชื่อ วิชญานวาท หรือวิญญาณวาท ก็เพราะมีคำสอนว่า "สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไปจากดวงใจ เรียกว่า อาลยวิญญาณ" คือสรรพสิ่งนั้นล้วนเกิดแต่ใจ คือ อาลยวิญญาณ ส่วนที่ได้ชื่อว่าโยคาจาร ก็เพราะการจะตระหนักถึงความเป็นไปในอาลยวิญญาณนั้น จักต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ดำรงตนเป็นพระโยคาวจร
ดังนั้น การจะเข้าหลักการของนิกายโยคาจารได้จะต้องปฏิบัติ "โยคะ" หรือวิปัสสนากรรมฐาน หาไม่แล้วจะประสบปัญหาอย่างมากในการทำความเข้าใจหลักของนิกายนี้ ที่ ผ่านมามักมีการนำเสนอมติของนิกายโยคาจารในแง่มุมปริยัติเป็นหลัก มิได้เสนอในแง่มุมปฏิบัติมากนัก ทำให้การเข้าใจ ไขว้เขวได้ง่าย
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ พระโพธิสัตว์อสังคะ บูรพาจารย์แห่งนิกายนี้ ได้สดับหลักธรรมโยคาจารจากพระไมเตรยะ (บ้างว่าเป็นคณาจารย์ชาวเมืองอโยธยา บ้างก็ว่าเป็นพระโพธิสัตว์บนชั้นดุสิต) นอกจากจะได้ถ่ายทอดหลักวิชญาณวาทแล้ว ท่านยังได้ถ่ายทอด "สูรยประภาสมาธิ" เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ที่ทำให้รู้แจ้งเห็นจริง อันใดที่เคยติดขัดก็เข้าใจ อันใดที่เข้าใจก็ไม่เคยลืมเลือน ภายหลังจากนั้นพระอสังคะ ได้รจนาอุปเทศน์เพื่ออธิบายพระสูตรมหายานมากมาย เพราะท่านได้รู้แจ้งแทงตลอด ด้วยอำนาจแห่งสูรยประภาสมาธินี่เอง
ชาวพุทธเถรวาทหลายท่านอาจจะตอบโต้ว่า นิกายนี้มีคติแปลกพิสดารไม่ตรงกับพระพุทธพจน์ แต่หากจะกล่าวว่า คติเรื่อง "สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไปจากดวงใจ" นั้น ก็ไม่ผิดไปจากพระพุทธพจน์ในพระธรรมบท คือ "มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา" หรือ "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ" นั่นเอง เพียงแต่นิกายโยคาจารได้แตกพระพุทธพจน์ทำนองนี้ให้วิจิตรพิสดารขึ้น
และให้พึงพิจารณาว่า อาลยวิญญาณนั้นเป็นเพียง พจนาแจกแจง ต่อให้เรียบเรียงคำพูดให้กระจ่างหรือลึกซึ้งเพียงใด ก็ยังยากที่จะเข้าใจ จนกว่าจะพิจารณาด้วยสมาธิเยี่ยงพระโยคาวจรเสียก่อน
โปรดสังเกตว่า คำว่า "โยคาจาร" ก็ตรงกันคำว่า "โยคาวจร" ของฝ่ายเถรวาทนั่นเอง
การปฏิบัติเยี่ยงพระโยคาวจร แบบโยคาจารนั้นมีลำดับชัดเจน กล่าวคือต้องศึกษาหลักธรรมให้แม่นมั่นเสียก่อน จากนั้นเน้นหนักในบารมี 6 และโพธิสัตว์ภูมิทั้ง 10 คือ ศีลบารมี วิริยะบารมี เป็นต้น จากนั้นมุ่งปฏิบัติภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน จากนั้นหากอินทรีย์ผู้ปฏิบัติถึงขั้นแล้วจักแจ่มแจ้งในหลักธรรมในบั้นปลาย
โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนพบว่า พระวิปัสสนากรรมฐาน สายพระป่าเมืองไทยบางท่าน แสดงธรรมตรงกับหลักของนิกายโยคาจารอย่างน่าประหลาด แสดงว่าการปฏิบัติธรรม ไม่เพียงช่วยให้เข้าถึงธรรมอันไม่ผิดแผก ไม่มีแยกเป็นสองเท่านั้น แต่ยังยืนยันว่าถึงที่สุดแล้วมติของนานานิกายล้วนตรงไปยังจุดเดียวกัน คือ พระนิพพาน
ปัจจุบันนี้นิกายโยคาจารได้สาบสูญไปจากชมพูทวีป นับพันปีแล้ว แต่พระเสวียนจั้ง หรือพระถังซำจั๋งได้นำมา เผยแพร่ที่ประเทศจีน ท่านจึงนับเป็นบูรพาจารย์ของนิกา ยโยคาจาร สายตะวันออก ซึ่งเรียว่า นิกายเหวยสือ () หรือนิกายวิชญาณปติมาตร นอกจากนี้ยังเรียกว่า ธรรมลักษณะ หรือฝ่าเซี่ยง () โดยเหตุที่เน้นอธิบายลักษณะธรรม ต่างๆ ผันแปรไปตามบัญญัติ หรือสรรพสิ่งเป็นเพียงภาพสะท้อนของจิต แต่ต่อมานิกายนี้สูญไปจากจีนเช่นกัน หาก แต่ไปปลูกหน่อต่อที่ญี่ปุ่น แม้จะผ่านมาเป็นพันปี ผ่านความนิยมสูงสุดจนถึงจุดตกต่ำ แต่นิกายเหวยสือ หรือฮซโซ ในภาษาญี่ปุ่น ก็ยังคงอยู่ได้
เมื่อราวไม่นานปีมานี้ มีหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งเผยแพร่ในภาษาญี่ปุ่นก่อน และต่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Charles Muller นักวิชาการสายนิกายโยคาจาร หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Living Yogacara : An Introduction to Consciousness- only Buddhism แปลจากภาษาญี่ปุ่นเรื่อง (ฮะจิเมะตะ โนะ ยูอิชิกิ) หรือ "โยคาจารฉบับผู้เริ่มต้น" เป็นผลงานของ ทะงะวะ ชุนเอย์ สังฆปาโมกข์ของนิกายฮะซะโซ ท่านปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ยกย่องกันว่า ช่วยทำให้หลักธรรมของนิกายโยคาจารเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปรียบเทียบปรับใช้กับชีวิตประจำวันง่ายขึ้น
แต่ผู้เขียนก็ยังเห็นว่ามีเนื้อหายากที่จะเข้าใจอยู่ดี เพราะเป็นการเข้าใจหลักธรรมขั้นสูงผ่าน "สัญญา" มิใช่การรู้แจ้งในธรรม ซึ่งผู้เขียนก็ระบุชัดเจนว่า "...นิกายโยคาจารพิจารณาอายตนะทั้งภายนอกภายในอย่างลึกซึ้งเกินกว่าใดเปรียบ และด้วยการพิจารณานี้ ชาวนิกายโยคาจาร (โยคาจาริน หรือ พระโยคาวจร) ได้ตระหนักว่า สรรพสิ่งที่สัมผัสผ่านอายตนะ ล้วนแต่เป็นการผันแปรมาจากพฤติการณ์แห่งวิญญาณ (มโน หรือจิต หรือใจ) ของเรา..."แสดงให้เห็นว่าจะเข้าใจหลักธรรมได้จะต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งก็คือการวิปัสสนานั่นเอง
แม้จะยากและลึกซึ้ง แต่อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็ช่วยให้นิกายโยคาจารเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง ให้สาธารณชนได้ตระหนักว่า นิกายนี้ยังไม่สูญไปไหน แต่ยังมีการสืบทอด และปรับปรุงหลักธรรมให้ทันสมัย เข้าถึงได้ง่ายขึ้น n


