posttoday
ถูกจริงหรือ

ถูกจริงหรือ

27 ธันวาคม 2560

สาธิต ครั้งที่แล้วคุยกันถึงการเปรียบเทียบซื้อที่ที่สีลมตารางวาละ 1 ล้านบาท กับที่ที่ จ.ลพบุรี อ.โคกเจริญ ตารางวาละ 20 บาท ว่า ซื้อที่ไหนจึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน สรุปก็คือในเมื่อเรามองที่ผลตอบแทนก็ควรมองที่ผลตอบแทน ไม่ใช่มองที่ราคาซื้อ เพราะของที่ราคาต่ำไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนสูง หรือของราคาสูงก็ไม่ได้หมายความว่าให้ผลตอบแทนต่ำเช่นกัน

สาธิต

ครั้งที่แล้วคุยกันถึงการเปรียบเทียบซื้อที่ที่สีลมตารางวาละ 1 ล้านบาท กับที่ที่ จ.ลพบุรี อ.โคกเจริญ ตารางวาละ 20 บาท ว่า ซื้อที่ไหนจึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน สรุปก็คือในเมื่อเรามองที่ผลตอบแทนก็ควรมองที่ผลตอบแทน ไม่ใช่มองที่ราคาซื้อ เพราะของที่ราคาต่ำไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนสูง หรือของราคาสูงก็ไม่ได้หมายความว่าให้ผลตอบแทนต่ำเช่นกัน

แต่ในความเป็นจริง คนเรามักเอาผลตอบแทนกับราคาซื้อมาเป็น สิ่งเดียวกัน เลยทำให้ติดกับดักของราคาถูก ตัวอย่างเช่น

หลายคนชอบซื้อของราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 99, 199, 299 ฯลฯ เพราะมีความรู้สึกว่าของมันราคาถูก ไม่ถึงร้อย, สองร้อย, สามร้อย ฯลฯ เลยทำให้ใช้จ่ายเงินซื้อมา แต่หลายครั้งจะพบว่าคุณภาพไม่สมราคาเลย ที่ว่าถูกก็เลยไปซื้อของแพง

หลายคนไม่ชอบซื้อหุ้นขาขึ้น เพราะรู้สึกว่าซื้อของแพงกว่าเมื่อวาน และชอบซื้อหุ้นขาลง เพราะรู้สึกดีใจว่าซื้อได้ถูกกว่าคนที่ซื้อเมื่อวาน เช่นกัน แต่จริงๆ แล้วการคิดแบบนี้กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เราติดดอย อยู่บ่อยๆ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราสนใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งเมื่อ 1 เดือนที่แล้ว ราคาอยู่ที่ 30 บาท ตอนนี้ราคาเป็น 40 บาท เราจะมองว่าหุ้นแพงไปแล้ว เพราะจุดอ้างอิงของเราคือ 30 บาท ปรากฏว่าผ่านไป 2 สัปดาห์หุ้นตัวนั้นไม่ตก กลับพุ่งขึ้นไปถึง 100 บาท เราก็มานั่งเสียดายที่ไม่ได้ซื้อ แล้วเกิดต่อมาหุ้นตกฮวบลงมาเหลือ 70 บาท ทั้งที่ไม่มีข่าวอะไรเลย คราวนี้คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อเลย เพราะมองว่าหุ้นถูกเมื่อเทียบกับที่เคยขึ้นไปถึง 100 บาท แต่กลับลืมนึกไปว่า 70 บาทแพงมากเมื่อเทียบกับ 40 บาท ที่เราเคยว่าแพงไม่กล้าซื้อ ปรากฏว่าเมื่อซื้อเสร็จแล้วดีใจได้ของถูก วันถัดๆ มาหุ้นก็ลงมาเรื่อยๆ เพราะเจ้ามือเปลี่ยนตัวเล่นแล้ว กลายเป็นที่ถูกกลับแพง ติดไหล่เขา ต่ำกว่าดอยนิดนึง

หลายคนชอบซื้อหุ้นขนาดเล็ก ราคาไม่แพง ทำนอง 3 ตัวบาท เพราะมองว่าราคาถูกมาก ถูกกว่าน้ำแข็งเปล่าแก้วเดียวอีก อย่างเช่น มีเงิน 1 ล้านบาท ซื้อหุ้นที่ราคา 0.20 บาท แค่ราคาขึ้นไป 10 สตางค์ เป็น 0.30 บาท จะกำไร 50% เป็นเงิน 5 แสนบาท เลยทันที ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงมาก แต่กลับลืมนึกไปว่าขึ้นได้ก็ลงได้ หุ้นมันอาจจะนิ่งที่ 0.20 บาท ไปอีกเป็นปีๆ ก็ได้ หรืออาจจะลดลงเหลือ 0.10 บาทก็ได้ ทำให้ขาดทุน 50% เป็นเงิน 5 แสนบาท เลยทันทีเหมือนกัน ดังนั้นอย่าไปมองที่ราคาเพียงอย่างเดียว เพราะขาดทุนหรือกำไรเราเทียบกับเงินลงทุนของเราเสมอ

แล้วอย่างนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าของที่เราสนใจตอนนี้ ราคาถูกหรือแพง ในเชิงการเงิน เราจะเทียบได้หลายวิธี คือ

? เทียบราคากับมูลค่า หากราคาต่ำกว่ามูลค่าก็ถือว่าถูก หรือ

? เทียบผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนในราคานั้น หากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้มากกว่าที่เราต้องการ หรือมากกว่าที่ควรจะได้ที่ระดับความเสี่ยงนั้นๆ ก็ถือว่าถูก หรือ

? เทียบกับข้อมูลในอดีต หากราคาต่ำกว่าอดีต โดยที่มูลค่าไม่เปลี่ยน ก็ถือว่าถูก หรือ

? เทียบกับหลักทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายกัน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ผลประกอบการใกล้เคียงกัน หากมีราคาต่ำกว่าก็ถือว่าถูก หรือ

? ฯลฯ

กับอีกหลายๆ วิธีที่ใช้ในการประเมินความถูกแพงของการลงทุน อย่างเช่น การดูค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (PE) ราคาตามมูลค่าทางบัญชี (PB) พีอีที่เติบโต (PEG) มูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/EBITDA) ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนคือการจ่ายเงินวันนี้ เพื่อผลตอบแทน ในอนาคต เงินที่จ่ายวันนี้ คือ สิ่งแน่นอน แต่ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ ไม่แน่นอน เมื่อไม่แน่นอน และจะได้อนาคต การลงทุนจึงต้องประเมินปัจจัยต่างๆ ในอนาคตว่าจะกระทบผลตอบแทนของเราอย่างไรบ้าง

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก