
ก้าวต่อไป ‘SET&mai’ ความยั่งยืนบนนวัตกรรม
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้ความสำคัญเรื่อง "คุณภาพ" ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมากขึ้น "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาด mai มองว่าสิ่งที่จะทำต่อไป คือ ต้องทำให้ บจ.มีการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ได้ เพราะสุดท้ายจะออกดอกผลเป็น บจ.ที่มีคุณภาพและนั่นคือสิ่งที่ตลาดทุนต้องการ
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้ความสำคัญเรื่อง "คุณภาพ" ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมากขึ้น "ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาด mai มองว่าสิ่งที่จะทำต่อไป คือ ต้องทำให้ บจ.มีการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ได้ เพราะสุดท้ายจะออกดอกผลเป็น บจ.ที่มีคุณภาพและนั่นคือสิ่งที่ตลาดทุนต้องการ
ด้านหนึ่งเห็นฝ่ายกำกับตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยกระดับคุณภาพ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นการออกกฎเกณฑ์ใหม่ออกมา ทว่าสิ่งที่ SET และ mai ต้องทำให้เกิดกระบวนการที่ดีตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะจะทำให้มีจำนวนบริษัทที่ดีมากขึ้น และ mai ทำมาตลอดตั้งแต่จัดตั้งมาคือออกไปให้ความรู้กับบริษัทที่สนใจจะจดทะเบียน
ปีหน้า mai เน้นเรื่อง "คุณภาพและความยั่งยืน" มากขึ้น ให้ บจ.ทำธุรกิจที่คำนึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และกำหนดในแผนงานธุรกิจ ขณะเดียวกันพยายามให้ "นวัตกรรม" เข้ามาอยู่แผนงานมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับยุคปัจจุบันที่ทุกประเทศและทุกอุตสากรรมกำลังถูกท้าทายด้วยโลกของเทคโนโลยี
นวัตกรรมมีส่วนเข้าไปสร้างความยั่งยืนให้บริษัท ทั้งทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริการใหม่ กระบวนการผลิต โครงสร้างธุรกิจ เพียงแต่ละบริษัทจะเอานวัตกรรมไปอยู่ในกระบวนการใดในแผนธุรกิจนั้น และสามารถทำได้ทั้งใน บจ.และบริษัทที่เตรียมจะเข้าตลาดหุ้นเพื่อที่จะมีระบบการทำงานและการเตรียมตัวที่ดี และ ตลท. จำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และเกิดความร่วมมือกัน 3 โครงการ คือ
*TIM (Total Innovation Man agement) เป็นโครงการที่ทำมา 2 ปีกับ บจ.ทั้งใน SET และ mai มี บจ.ร่วม 50 บริษัท และส่งโครงการมาแล้ว 31 โครงการ ซึ่งทาง NIA ประเมินจะมีมูลค่าการระดมทุนประมาณ 900 ล้านบาท และปัจจุบันจากทั้งหมด 31 โครงการ ได้รับเงินสนับสนุนจาก NIA ไปดำเนินการแล้วทั้งหมด 8 โครงการ รวม 15.5 ล้านบาท แต่หากรวมกับ บจ.ที่มีการลงทุนนวัตกรรมเพิ่มเอง มูลค่าลงทุนรวมทั้งหมด 38 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีโครงการที่จะเกิดการลงทุนในอนาคตอีก 410 ล้านบาท และปีหน้าจะมี บจ.ที่เข้าร่วมทั้งหมดมากกว่า 50 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 มี 30 แห่ง ปีนี้ 20 แห่ง
"ถือเป็นขนาดที่เติบโตมาแล้วระดับหนึ่งหรือเทียบเป็นไซส์ใหญ่ "L" ของธุรกิจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับนวัตกรรมของ บจ. และของประเทศไทย เพราะช่วยสร้างความตื่นตัวให้ บจ.ว่าควรมีความรู้นวัตกรรมอย่างไร รู้สถานะทางนวัตกรรมของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน โดยจะได้รับการอบรมว่าถ้าจะสร้างนวัตกรรมและวัฒนธรรมองค์กรทางด้านนี้ต้องทำอย่างไร และยังต่อท่อไปแพลตฟอร์มของนวัตกรรมแห่งชาติอย่าง NIA ให้ด้วย"
ปัจจุบันบริษัทในประเทศไทยมีหลายระดับ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET และ mai บริษัทขนาดใหญ่ระดับที่สามารถดูและสร้างนวัตกรรมขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แต่ตรงกลางคือคนที่มีความพร้อมและถ้าทำนวัตกรรมขึ้นมายิ่งจะมีผลต่อการยกระดับนวัตกรรมระดับประเทศ ซึ่งจากนี้จะขยายบริษัทส่วนนี้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้แต่ละคนมีความเข้าใจเรื่องนวัตกรรมที่แตกต่างกัน และปีหน้าจะมีโครงการ "Chief Innovation Officer" (CIO) คือการนำบุคลากรที่รู้เรื่องนวัตกรรมมาอบรมเพื่อจะไปต่อยอดอีก
*IB (Innovative Boot Camp) ทำกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เริ่มทำปีนี้ โดยเทียบเป็นขนาดไซส์เล็ก "S" ซึ่งกลุ่มนี้กำหนดระยะเวลาไม่ได้ว่าจะเข้าตลาดทุนได้เมื่อไร แต่สามารถวางรากฐานในระยะยาว เป็นนการเซ็ทหลักสูตรร่วมกับ NIA มี 3 ขั้นตอน คือ อบรม เขียนและเสนอโครงการโดยมีทีมพี่เลี้ยงมาช่วยแนะนำ ซึ่งมีบริษัทที่ร่วม 39 บริษัท และมีเขียนโครงการมา 25 โครงการ และคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนเงินทำนวัตกรรมจาก NIA มากกว่า 15 โครงการ
*ID to IPO (Innovation Driven Enterprise to IPO) จะเริ่มทำปีหน้า เป็นบริษัทขนาดเล็กไซส์กลาง "M" ที่พร้อมจะเติบโตเป็นขนาดใหญ่ คาดว่าะใช้เวลา 5 ปีเข้าตลาดทุนได้ เป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พยายามปั้นและทำให้บริษัทกลุ่มนี้เติบโต เช่น จากรายได้ 100 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท ให้ได้ เริ่มต้นคัด 50 แห่ง ที่เป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอินโนเวชั่น หรือ S Curve ตามนโยบายรัฐบาล เช่น ไอที ซอฟต์แวร์ ดิจิทัล สตาร์ทอัพ โดยจะได้รับเงินสนับสนุนจาก Mind Credit ที่มีงบให้ทั้งหมด 9 ด้าน อย่างด้านการเงินจะได้รับคำปรึกษาจากกลุ่มที่ปรึกษาการเงินผู้ตรวจสอบบัญชี สำนักงานบัญชี สำนักงานกฎหมายชั้นนำ 4 แห่งมาร่วมด้วย







