posttoday
เงินดิจิทัลเกิดหลังฟองสบู่แตก

เงินดิจิทัลเกิดหลังฟองสบู่แตก

25 ธันวาคม 2560

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นร้อนที่มีการพูดถึงเกือบตลอดทั้งปี คือ การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่บรรดาแบงก์และนักวิเคราะห์ทั่วโลกยังคงเสียงแตก โดย เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ตราหน้า "บิตคอยน์" ที่เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ว่าเป็นเรื่องลวงโลก

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นร้อนที่มีการพูดถึงเกือบตลอดทั้งปี คือ การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่บรรดาแบงก์และนักวิเคราะห์ทั่วโลกยังคงเสียงแตก โดย เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ตราหน้า "บิตคอยน์" ที่เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ว่าเป็นเรื่องลวงโลก

หนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก็คือ ราคาที่สูงลิ่วและผันผวนอย่างหนักของบิตคอยน์ จนเกิดความวิตกว่าฟองสบู่บิตคอยน์อาจจะแตกภายในอนาคต หลังจากราคาที่เคยทะลุ 1.95 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ/ บิตคอยน์ กลับลดลงเกือบ 40% ไปแตะ 1.1 หมื่นดอลลาร์/บิตคอยน์

นักวิเคราะห์หลายรายระบุตรงกันว่า ยังไม่สามารถระบุปัจจัยพื้นฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาของบิตคอยน์ ได้ แม้แต่ โรเบิร์ต ชิลเลอร์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2013 ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ราคาสินทรัพย์ในตลาด ยังถึงกับบอกว่า การประเมินมูลค่าของบิตคอยน์นั้น ยังเป็นปริศนาคลุมเครืออยู่มาก

อาร์จัน คาร์พาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสำนักข่าวซีเอ็นบีซี เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีการเก็งกำไรภายในตลาดสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมาก แต่เขาเชื่อว่าหลังจากที่เกิดภาวะ "ฟองสบู่แตก" และทำให้กระแสความสนใจจบลงไปแล้ว หลังจากนั้นคนจะเริ่มกลับมามองถึง "แก่น" ของเงินดิจิทัล และเริ่มทยอยใช้เงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ นอกเหนือจากบิตคอยน์

เมื่อครั้งที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2008 นั้น บิตคอยน์มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันเมื่อบิตคอยน์มีปริมาณธุรกรรมเพิ่มสูงขึ้นมาก กลับส่งผลให้การทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า จึงอาจพูดได้ยากว่าบิตคอยน์มีคุณค่าในตัวของมันเองมากกว่าเป็นแค่เพียงการเก็งกำไร

อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงภายในอนาคตว่า สกุลเงินดิจิทัลอื่น จะขึ้นมาแทนบิตคอยน์ เนื่องจากคุณประโยชน์นอกเหนือจากการเป็นแค่สกุลเงินดิจิทัล

"อีเธอเรียม" เจ้าของสกุลเงินดิจิทัล อีเทอร์ นั้น เป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ให้บริษัทอื่นๆ ใช้ในการสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา โดยไมโครซอฟท์และเจพีมอร์แกนเองก็ใช้บริการแพลตฟอร์มของอีเธอเรียมเช่นกัน โดยกลไกที่อีเธอเรียมมีเหนือกว่า บิตคอยน์ก็คือ ระบบสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) ซึ่งเปรียบเสมือนการเขียนโค้ดโปรแกรมตั้งเงื่อนไขการบรรลุข้อตกลงไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้การทำสัญญาผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวจะลุล่วงทันที หากครบเงื่อนไขที่กำหนด โดยเทคโนโลยีดังกล่าวอำนวยความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ เพราะไม่ต้องให้บุคคลที่สามตรวจสอบ

ด้านบริษัท ริปเปิล เจ้าของสกุลเงินดิจิทัลชื่อ เอ็กซ์อาร์พี ก็เปิดให้บริการแพลตฟอร์มบล็อกเชน ที่เปิดให้ทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศแบบเรียลไทม์ ผ่านการใช้สกุลเงินดิจิทัลของบริษัทเป็นหลัก

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่ามูลค่าสกุลเงินดิจิทัลของทั้งอีเธอเรียมและริปเปิลเองจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ทั้งสองบริษัทก็ยังอยู่ในช่วงทดลองและพัฒนาระบบอยู่ ดังนั้น การวัดมูลค่าของสกุลเงินอีเทอร์และ เอ็กซ์อาร์พีจะง่ายขึ้นมากในอนาคต เนื่องจากบริษัทเติบโตขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากแพลตฟอร์มของริปเปิลสามารถใช้ทำธุรกรรมต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ได้ นักลงทุนก็จะสามารถเริ่มกำหนดมูลค่าของเอ็กซ์อาร์พีได้

ในทิศทางเดียวกัน หากแพลตฟอร์มของอีเธอเรียมเติบโต จนมีผู้ใช้ทำธุรกรรมการเงินจำนวนมากขึ้น การกำหนดมูลค่าของสกุลเงินอีเทอร์ก็จะเริ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่สำคัญของการพัฒนาดังกล่าวก็คือ ผู้บริโภคอาจหมดความเชื่อมั่นในการใช้แพลตฟอร์มและสกุลเงินดิจิทัลเสียก่อน และยังมีแนวโน้มว่าอาจมีตัวเลือกใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

ด้วยเหตุนี้หากบรรดาสกุลเงินดิจิทัลต้องการจะอยู่รอดต่อไป การพัฒนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยผลลัพธ์อันดีที่จะได้จากการ ที่ฟองสบู่สกุลเงินดิจิทัลแตกก็คือบรรดาบริษัทจะเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พื้นฐานมูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลที่ซับซ้อนนี้ เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก