
อาร์เซ็ปทางเชื่อมจีเอ็มเอส สู่เอเชียแปซิฟิก
ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ & Executive Director & MEKONG INSTITUTEก่อนปี 2560 อาร์เซ็ป (ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค-Regional Comprehensive Economic Partnership) และทีพีพี (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก-Trans-Pacific Partnership) ถือเป็นทางเลือกที่อยู่ในความสนใจ สำหรับการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อขยายตลาดสินค้าบริการของไทยและหลายประเทศในอาเซียนในช่วงนั้น คำถามยอดนิยมคือควรจะเลือกกรอบไหนถึงจะดี เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องได้อย่างเสียอย่าง การจับปลาสองมือก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้ สำหรับไทยเองก็ให้ความสนใจกับทีพีพีเป็นอย่างมากแต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน จนกระทั่งสหรัฐถอนตัวออกจากทีพีพีเสียก่อนเมื่อต้นปี 2560
ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ & Executive Director & MEKONG INSTITUTE
ก่อนปี 2560 อาร์เซ็ป (ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค-Regional Comprehensive Economic Partnership) และทีพีพี (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก-Trans-Pacific Partnership) ถือเป็นทางเลือกที่อยู่ในความสนใจ สำหรับการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อขยายตลาดสินค้าบริการของไทยและหลายประเทศในอาเซียนในช่วงนั้น คำถามยอดนิยมคือควรจะเลือกกรอบไหนถึงจะดี เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องได้อย่างเสียอย่าง การจับปลาสองมือก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้ สำหรับไทยเองก็ให้ความสนใจกับทีพีพีเป็นอย่างมากแต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน จนกระทั่งสหรัฐถอนตัวออกจากทีพีพีเสียก่อนเมื่อต้นปี 2560
หลังจากนั้นจุดสนใจก็มุ่งไปที่กรอบการเจรจาอาร์เซ็ปมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก อาร์เซ็ปกลายมาเป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีดีพีรวม เป็นสัดส่วน 29.2% ของจีดีพีโลก มูลค่าการค้ามีสัดส่วน 29% ของ การค้าโลกอาร์เซ็ป ครอบคลุม 16 ประเทศ ที่มีประชากรรวมถึง 48.7% ของประชากรโลก โดยอาร์เซ็ปเป็นกรอบความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับพันธมิตรทางการค้า 6 ประเทศ ที่อาเซียนมีกรอบความตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีและไตรภาคี อยู่แล้ว ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุน ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์
ถ้าพิจารณาเฉพาะประเทศในจีเอ็มเอสแล้วจะเห็นได้ว่าทั้ง 6 ประเทศเป็นภาคีอยู่ในอาร์เซ็ปทั้งสิ้น ส่วนเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่เข้าร่วมการเจรจาในทั้งสองกรอบความตกลง เป้าหมายคือการรวมตัวเป็นตลาดเดียว เพิ่มขีดความสามารถ และที่สำคัญมุ่งลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ในกลุ่มจีเอ็มเอสอย่างกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว การเจรจาผ่านไป 20 รอบในปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2561 ที่ล่าช้าเนื่องจากประเด็นการเจรจาที่ซับซ้อนและท่าทีที่แตกต่างกันของประเทศภาคี
เมื่อเทียบกับกรอบความตกลงแต่ละกรอบที่อาเซียนมีอยู่แล้วกับภาคีอื่น อาร์เซ็ปครอบคลุมรายการสินค้าที่กว้างขึ้นเกือบทุกรายสินค้า อาเซียนต้องการผลักดันการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนมากยิ่งขึ้น ส่วนญี่ปุ่นและออสเตรเลียพยายามผลักดันให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนประเด็นอี-คอมเมิร์ซ และกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังผลักดันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทั้งคนและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาระบบพิธีการศุลกากร กฎระเบียบเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ รวมถึง Artificial Intelligence และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมกับอุปกรณ์ต่างๆ (Internet of Things)
หากอาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้อาจเป็นความท้าทายผู้ผลิตภายใน จีเอ็มเอสบางราย เพราะจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว เพื่อให้สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศไว้ได้ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เกิดการอำนวยความสะดวกทางการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรกับประเทศภาคีต่างๆ ก็ย่อมแน่นแฟ้นและเกิดโครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อประเทศในจีเอ็มเอส







