
เทคโนโลยี ทางการเงิน (1)
ในปัจจุบันเราได้ยินคำว่า Fintech, Bitcoin และ Blockchain กันอยู่เป็นประจำจากสื่อต่างๆ Mr.Don Tapscott บอกว่า Blockchain
โดย ปริญญา หอมเอนก ACIS/Cybertron Research LABACIS Professional Center Co., Ltd. and Cybertron Co., Ltd.
ในปัจจุบันเราได้ยินคำว่า Fintech, Bitcoin และ Blockchain กันอยู่เป็นประจำจากสื่อต่างๆ Mr.Don Tapscott บอกว่า Blockchain กำลังจะมาเปลี่ยนแปลงโลกให้เข้าสู่ยุคที่สองของอินเทอร์เน็ต เปลี่ยนจาก "Internet of Information" มาเป็น "Internet of Value" ดังที่ Mr.Don Tapscott ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขากับลูกชาย "Blockchain Revolution" จากการทำนายถึงการมาถึงของ Digital Economy ในปี ค.ศ. 1995 มาถึงปี ค.ศ. 2016 เป็นการทำนายอนาคตอีกครั้งกับเทคโนโลยี "Blockchain" ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันในแวดวงไอทีและสถาบันการเงินทั่วโลกในขณะนี้
e-Money/e-Wallet ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ปัจจุบันไม่ได้ทำงานบนเทคโนโลยี Blockchain และไม่จำเป็นต้องใช้เงินในลักษณะ Digital Currency หรือ Cryptocurrency เลย เนื่องจากระบบ e- Money/e-Wallet ส่วนใหญ่ยังใช้ระบบแบบเดิมอยู่ ได้แก่ ระบบแบบรวมศูนย์ (Centralized System) โดยใช้ศูนย์กลางการ ประมวลผลจากระบบคอมพิวเตอร์ใน Data Center หรือ Pubic/Private Cloud ของผู้ให้บริการเอง โดยจะเก็บข้อมูลมูลค่าเงินไว้ในระบบฐานข้อมูลส่วนกลางในรูปแบบเดิม
ซึ่งปัจจุบัน Digital Currency ที่เรารู้จักกันในนาม Bitcoin, Litecoin หรือ Ethereum นั้นใช้เทคโนโลยี Blockchain ในประมวลผลลักษณะแบบกระจาย (Decentralized System) โดยทุก node ใน Decentralized System มี copy ของไฟล์ที่จัดเก็บ Blockchain เหมือนกันในทุกๆ node โดยไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลมูลค่าเงินไว้ที่ระบบแบบรวมศูนย์แบบเดิม แต่ไฟล์ที่เก็บข้อมูลในการทำธุรกรรมต่างๆ จะถูกจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของ Miners ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการประมวลผลและยืนยันธุรกรรมในทุก Transaction ที่เกิดขึ้น โดยมีแรงจูงใจเป็นรางวัลจากการประมวลผล เป็นเงินสกุล Bitcoin
ในกรณีของ Bitcoin Blockchain (Miners as a Transaction validators) โดยเริ่มต้น Miners จะได้รางวัลเป็นเงินสกุล Bitcoin จำนวน 50 BTC แต่หลังจากที่คำนวณจำนวน block ใน blockchain ไป 210,000 blocks ใช้เวลาประมาณ 4 ปี รางวัลถูกลดลง 50% เป็น 25 BTC และเมื่อจำนวน block ใน blockchain ถึง 420,000 blocks ก็จะลดลง 50% เป็น 12.5 BTC
ปัจจุบันจำนวน block ใน blockchain ได้ผ่านหลัก 500,000 มาแล้วในเดือน ธ.ค. 2017 รางวัลจากการประมวลผลเป็นเงินสกุล Bitcoin ยังคงมีต่อไปจนกว่าจำนวน Bitcoin จะถึง 21 ล้าน BTC ถึงจะหยุดเพิ่มปริมาณ Bitcoin ในระบบเพื่อป้องกันปรากฏการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะถึงในปี ค.ศ. 2140 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น เราสามารถดูความเคลื่อนไหวได้จากเว็บไซต์ http://bitcoinclock.com/
กล่าวถึงระบบ e-Money/e-Wallet ที่คนไทยรู้จักกันดีภายใต้ ชื่อ AIS mPay, Jaew Wallet by DTAC และ Wallet by Truemoney มี e-Wallet ในรูปแบบของ Mobile Application ให้เราสามารถชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกเพราะไม่ต้องใช้เงินสดในการชำระอีกต่อไป โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเป็นเทคโนโลยีรวมศูนย์ในรูปแบบเดิมดังที่กล่าวมาแล้ว
แต่สำหรับเงินในรูปแบบของ Digital Currency จะถูกนิยามแตกต่างออกไป โดยมักนิยมเรียกว่า "Virtual Currency" หรือ "Cryptocurrency" ในบทความนี้ ผมขอกล่าวถึง Digital Currency เฉพาะ "Cryptocurrency" ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ประมวลผลในแบบ Decen tralized System โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลางมาบริหารจัดการให้เกิดความเชื่อมั่นของระบบ โดยความเชื่อมั่นหรือ "Trust" เกิดจากกลไกการทำงานของตัวเทคโนโลยี Blockchain เอง เราอาจกล่าวได้ว่า "Blockchain" ก็คือ "Trust Protocol" นั่นเอง
ในปัจจุบันมี Cryptocurrency อยู่หลายร้อยสกุล แต่ที่นิยมใช้และกล่าวถึงกันบ่อยๆ ได้แก่ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ripple และ Litecoin ซึ่งทุกสกุลเงิน Cryptocurrency ที่กล่าวมาแล้ว ทำงานภายใต้กลไกที่ ไม่ต้องอาศัยคนกลางในรูปแบบการประมวลผลแบบกระจาย และบันทึกลงใน flat file ที่อยู่ในรูปแบบของบัญชี สาธารณะแบบกระจาย (Public Distributed Ledger) ที่ทุกคนสามารถขอดูข้อมูลความเคลื่อนไหวได้ผ่านเว็บไซต์ https://blockchain.info และ https://blockexplorer.com
(อ่านต่อฉบับหน้า)







