posttoday
พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน

พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน

24 ธันวาคม 2560

ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมการศึกษาดูงานเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศเยอรมนี ร่วมกับเพื่อนๆ จากอีก 4 ประเทศในอาเซียน

โดย ศุภกิจ นันทะวรการมูลนิธินโยบายสุขภาวะ[email protected]

ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมการศึกษาดูงานเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศเยอรมนี ร่วมกับเพื่อนๆ จากอีก 4 ประเทศในอาเซียน ซึ่งจัดโดยมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ เมื่อเดือน พ.ย. โดยได้พบกับผู้แทนของกระทรวงต่างๆ หอการค้า บริษัทผู้ขายไฟฟ้า สถาบันวิจัย สมาคมสหกรณ์ ธนาคารของรัฐ และชุมชนที่พึ่งตนเองด้วยพลังงานหมุนเวียน

ข้อสรุปที่ชัดเจนจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้คือ การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ซึ่งชาวเยอรมันเรียกว่า Energiewende (Energy Transition) เป็นการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางเทคนิคหรือนโยบายพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญพลังงาน แต่เป็นเรื่องของประชาชนที่ตื่นตัวทุกๆ คน

หากย้อนไปในอดีต การผลิตไฟฟ้าของเยอรมนีส่วนใหญ่มาจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ โดยแทบจะไม่มีพลังงานหมุนเวียนใดๆ เลย

แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะการลุกขึ้นมาคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งมีตั้งแต่ช่วงปี 2520-2530 แล้ว โดยมีกลุ่มแม่บ้านเป็นผู้นำขบวนในหลายๆ ครั้งด้วย

เมื่อมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้นเรื่อยๆ สังคมเยอรมันจึงได้รู้ว่าประชากรมากกว่าครึ่งประเทศ อาศัยอยู่ในรัศมี 80 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และที่สำคัญโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่มีทางปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

ในที่สุดสังคมเยอรมันก็ได้ข้อสรุปที่จะเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 2.2 หมื่นเมกะวัตต์ ภายในปี 2565 โดยในปัจจุบันได้ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้ว 12,118 เมกะวัตต์

ที่สำคัญ สังคมเยอรมันได้ตัดสินใจทุ่มเทพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง โดยออกกฎหมายสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2553 รัฐสภาได้เห็นชอบยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศที่จะเปลี่ยนไปสู่ระบบพลังงานที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2593

จากข้อมูลเมื่อปี 2559 พลังงานหมุนเวียนทั้ง 5 ประเภท ได้แก่ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ แสงอาทิตย์ พลังน้ำ และพลังงานลม มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 32 ของการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45 ภายในปี 2568 และร้อยละ 60 ในปี 2578 ตามที่กำหนดเป้าหมายไว้ได้

เนื่องจากเยอรมนีต้องพึ่งพาการนำเข้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และยูเรเนียมจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ดังนั้นการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน จึงทำให้มีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้อยลง นอกจากนี้ระบบไฟฟ้าก็มีความมั่นคงในระดับแนวหน้าของโลก ไม่ได้มีปัญหาไฟตก ไฟดับแต่อย่างใด

พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน

ที่สำคัญ พลังงานหมุนเวียนก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก และเป็นการจ้างงานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จากข้อมูลในปี 2557 มีการจ้างงานประมาณ 3.5 แสนคนแล้ว เมื่อพิจารณาเทียบกับการจ้างงานในภาคถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ที่รวมกันแล้ว มีการจ้างงานประมาณ 4 หมื่นคน และยังมีแนวโน้มลดลงอีก

หากแต่ผลของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอีกด้านหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักคือ ผลต่อสังคมและประชาธิปไตยในเยอรมนี

ในอดีตประชาชนเยอรมันก็ต้องซื้อไฟฟ้าจากบริษัทเดียวโดยไม่มีทางเลือก แต่ผลจากการเปลี่ยนแปลงพลังงาน ทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน เข้ามามีส่วนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ทั้งการเป็นเจ้าของรายบุคคล หรือการรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีประมาณ 1,000 สหกรณ์แล้ว

โดยเฉพาะชุมชนที่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงมาก ตัวอย่างเช่นหมู่บ้านเฟลไฮม์ (Feldheim) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากกรุงเบอร์ลินประมาณ 80 กิโลเมตร

ถึงแม้เฟลไฮม์จะเป็นชุมชนชนบทขนาดเล็กมากมีเพียง 130 คน แต่มีศักยภาพพลังงานลมสูงที่สุดจุดหนึ่งของประเทศ บริษัทพลังงานลมรุ่นบุกเบิกจึงเข้ามาติดต่อพูดคุยกับชุมชน จนกระทั่งพัฒนากังหันลมต้นแรกเมื่อปี 2538 แล้วก็มีบริษัทต่างๆ เข้ามาลงทุนกังหันลมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีกังหันลมถึง 55 ตัว รวมกำลังผลิต 123 เมกะวัตต์แล้ว และยังจะเพิ่มขึ้นอีก

ในปี 2547 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในขณะที่ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ชุมชนเฟลไฮม์ซึ่งเป็นชุมชนเกษตร มีทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ จึงตัดสินใจพัฒนาระบบก๊าซชีวภาพ โดยใช้มูลหมูและมูลวัว 8,600 ลบ.ม./ปี ร่วมกับกากเหลือจากข้าวโพดและพืชอื่นๆ เข้าบ่อหมัก แล้วนำก๊าซชีวภาพมาเป็นเชื้อเพลิงทั้งระบบผลิตไฟฟ้าขนาด 0.5 เมกะวัตต์ และระบบผลิตความร้อนเพื่อชุมชนด้วย กากที่เหลือจากบ่อหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์อีก 1.55 หมื่น ลบ.ม./ปี กลับไปสู่แปลงเกษตร

ระบบก๊าซชีวภาพทั้งหมดนี้ มีคุณลุงเกษตรกรซึ่งสนใจเรียนรู้ และกลายมาเป็นคนหลักในการบริหารจัดการระบบทั้งหมด ทั้งที่มีอายุมากแล้ว ก็ยังสามารถเดินระบบได้อย่างเรียบร้อย

เนื่องจากเฟลไฮม์ต้องการจะเป็นชุมชนที่พึ่งตนเองและจัดการพลังงานเอง 100% ทั้งไฟฟ้าและความร้อน จึงมีการพัฒนาโรงชีวมวลเพื่อผลิตความร้อนเสริมสำหรับชุมชน มีโครงข่ายระบบผลิตความร้อนสำหรับชุมชน (District Heating Grid) มีระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ในชุมชนใกล้ๆ กัน และล่าสุดมีระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นกลไกยืดหยุ่นสำหรับระบบไฟฟ้าของประเทศด้วย

ที่น่าสนใจมากคือ ชุมชนเฟลไฮม์มุ่งมั่นจะบริหารจัดการระบบสายส่งไฟฟ้าด้วยตนเอง แต่ในเวลานั้นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ไม่ยินยอม ทางชุมชนเลยตัดสินใจควักเงินตนเอง 4.5 แสนยูโร ลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าของชุมชน ดูแลเอง ขายไฟฟ้าเอง โดยปัจจุบันนี้ราคาไฟฟ้าของชุมชนถูกกว่าราคาไฟฟ้าจากระบบสายส่งประมาณร้อยละ 40

นอกจากการนำของเหลือจากการเกษตรมาผลิตพลังงาน และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว เฟลไฮม์ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งการใช้พลังงานสีเขียวที่มีราคาถูก การสร้างงานที่มีความมั่นคง การจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นให้กับภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่น โดยมูลค่าเพิ่มทั้งหมดนี้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก

สิ่งที่ชาวเฟลไฮม์ภูมิใจอย่างมากคือ การมีผู้เข้ามาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศและทั่วโลก มีรายงานข่าวเกี่ยวกับชุมชนในสื่อต่างๆ การได้รับรางวัลต่างๆ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ดังที่คุณ Kathleen Thompson สะท้อนว่า หากเราไม่ได้ทำเรื่องพลังงาน ใครๆ ก็คงไม่รู้จักเฟลไฮม์ และเศรษฐกิจของเราก็อาจจะหดตัวเล็กลงๆ เรื่อยๆ

นอกจากเฟลไฮม์แล้ว ยังมีอีกหลายชุมชนและอีกหลายเมืองในเยอรมนี ที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจและชีวิตของท้องถิ่นด้วยพลังงานหมุนเวียน

การเปลี่ยนแปลงพลังงานในเยอรมนี หรือ Energiewende ส่งผลต่อสังคมในหลากหลายด้าน แต่ที่น่าสนใจที่สุด คุณ Craig Morris ผู้เขียนหนังสือเรื่องประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy) ได้พูดสรุปในตอนท้ายของการนำเสนอว่า ถึงแม้จะมีอุปสรรคอีกมาก และยังต้องพัฒนากันอีกเยอะ แต่เราสามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า Energiewende ทำให้ประชาธิปไตยในเยอรมนีดีขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://th.boell.org n

ข่าวล่าสุด

ทรูเปิดบ้านต้อนรับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 อบอุ่น

ทรูเปิดบ้านต้อนรับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 อบอุ่น