posttoday
ทัศนคติ อีกมุมที่องค์กรต้องเหลียวกลับมามอง

ทัศนคติ อีกมุมที่องค์กรต้องเหลียวกลับมามอง

05 ตุลาคม 2553

....ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา

ทัศนคติอย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า เกิดจากความรู้สึก ดังนั้นทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ และจะเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับ และเกิดจากกาลเวลาที่จะทำให้ความรู้สึกที่ไม่ดีแย่ลงหรือดีขึ้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม ผู้คนทั้งหลายจะเกิดความรู้สึกที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 จำพวก คือ พวกที่รู้สึกเป็นบวก คือ เป็นสีขาวบริสุทธิ์ประมาณ 15% รู้สึกเป็นลบเปรียบเสมือนสีดำประมาณ 15% และรู้สึกเฉยๆ คือ พวกเป็นสีเทา ไม่เป็นสีขาวและสีดำประมาณ 70%

พนักงานสามารถจะมีทัศนคติที่ดีหรือไม่ดี กับ องค์กร ฝ่ายบริหาร เพื่อนร่วมงานได้ทั้งสิ้น ถ้าองค์กรโชคดี เมื่อมีสัญญาณบ่งบอกว่า มีพนักงานได้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายบริหารหรือพนักงานที่ยังห่วงใยองค์กร จะเริ่มหันหน้ามาร่วมกันแก้ไข ก็จะทำให้เรื่องต่างๆทุเลาลงไปได้ แต่ถ้าจะคาดหวังว่าจะสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดีในชั่วข้ามคืนคงจะเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องใช้เวลาเพื่อการเยียวยาทั้งสิ้น

ผู้ที่มีทัศนคติที่ไม่ดี เราอาจจะกลับมาพิจารณาได้เป็น 2 แง่ ประเด็นแรก ต้องพิจารณาที่ตัวพนักงานผู้นั้นเอง ว่าเขาเหล่านั้นเคยได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีมาตั้งแต่เยาว์วัยหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ฝังลึกลงไปในความคิด หรือบางคนอาจจะเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความกดดัน จึงทำให้เขาไม่สามารถจะนึกคิดเช่นเดียวกับคนปกติได้

เมื่อย้อนกลับมาดูในแง่ขององค์กร ถ้าองค์กรเป็นหน่วยงานที่เอาเปรียบพนักงานทั้งโดยตั้งใจ เช่น จงใจกดขี่ กดอัตราค่าจ้างให้ต่ำลง หรือ ตัดทอนสวัสดิการทุกอย่างเพื่อให้องค์กรมีกำไรมากขึ้น หรือองค์กรอาจทำไปโดยไม่ตั้งใจ เช่น ผู้บริหารเป็นพวกบริหารกันมาตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ผ่านไปหลายสิบปีก็ยังคงทำอยู่อย่างนั้นไม่ได้รับรู้รับทราบเลยว่าโลกเขาไปกันถึงไหนแล้ว ถ้าจะดูว่าเป็นเสน่ห์ก็คงจะได้ หากพนักงานยอมรับได้ หรือเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่ ถ้าจะเริ่มให้สวัสดิการพนักงานมากนักก็ทำไม่ได้ แต่พนักงานอาจจะเกิดการจดจำเหตุการณ์ในตอนเริ่มต้นในทางลบ แต่ถ้าสร้างความเข้าใจร่วมกันก็จะไม่เกิดปัญหา ถ้าเป็นแบบเจ็บใจรอวันแก้แค้น ก็คงจะกลายเป็นศึกหนักเช่นกัน

ทัศนคติเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ แต่องค์กรต้องหาเครื่องมือในการเสาะแสวงหาที่มาของปัญหาก่อนว่าทัศนคติที่ไม่ดีนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไรจะได้แก้ไขได้ตรงประเด็น

ตัวอย่างการเกิดทัศนคติที่ไม่ดีอาจจะมาจาก

n พนักงานเกิดน้อยเนื้อต่ำใจจากคนรอบข้าง แต่คนรอบข้างก็ไม่ทราบว่าเพื่อนร่วมงานบางคนได้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นแล้ว

n การคิดไปเองหรือที่เรียกว่าคิดมาก สามารถสร้างเรื่องราวขึ้นมาเองใหญ่โต มักจะเกิดจากคนที่มีโลกแคบ แต่คิดว่าโลกของตัวเองกว้าง

n ไขว่คว้าหาตำแหน่ง แต่ไม่ได้ดูศักยภาพตนเอง เลยพานเกลียดนายไปในที่สุด

n ชอบมองทุกอย่างเป็นลบไปหมด โน่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้ ทุกอย่างดูยากไปหมด คนกลุ่มนี้จะสร้างความลำบากใจกับผู้อยู่ใกล้ ถ้าเป็นมากจะไม่มีแม้แต่เพื่อนที่อยากนั่งโต๊ะทำงานใกล้ๆ

n พวกที่ชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นสาระ ไม่ชอบอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ ดังนั้นเมื่อไปอยู่ในองค์กรที่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ก็จะรู้สึกต่อต้าน

n กลุ่มที่คิดว่าที่องค์กรร่ำรวยเพราะฝีมือเราเอง แต่ในข้อเท็จจริง ถ้าเป็นคนที่มีฝีมือเรียกว่าเป็นทองแท้ ฝีมือนั้นก็จะฉายแววออกมา ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็มีแต่คนแย่งตัว แต่ถ้าเป็นทองชุบก็จะอับแสงไปในที่สุด เชื่อหรือไม่ มีพนักงานของบางบริษัทรู้สึกว่ารถเบนซ์ที่เจ้าของขับขี่อยู่นั้น คือ น้ำพักน้ำแรงของเขาล้วนๆ จึงเกิดทัศนคติในทางลบ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายมาก ถ้าพนักงานคนนี้ลาออกไปทำงานอยู่ที่อื่น ถ้าเขามีฝีมือจริงๆ เขาต้องมีความสามารถหาได้มากหรืออย่างน้อยก็เท่ากับรถเบนซ์

n กลุ่มที่ไม่เคยรู้ตัวเองว่าต้องการอะไรจริงๆ คือ พวกหาตัวเองไม่พบนั่นเอง

n กลุ่มเจ้าคิดเจ้าแค้น เก็บทุกเรื่องมาผูกใจเจ็บ แต่คนรอบข้างไม่มีใครรู้เรื่อง

กลุ่มที่มีทัศนคติในทางลบนี้ ถ้ามีสาเหตุมาจากการขาดข้อเท็จจริง หรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็สามารถแก้ไขหรือเยียวยาให้กลับมารู้สึกดีได้ แต่ถ้าทัศนคติในทางลบนั้นเกิดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกสั่งมาว่า นี่คือความแค้นที่ต้องชำระ หรือเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องแบบนี้มักจะไม่สามารถแก้ไขได้

ถ้าจะถามว่าควรจะทำอย่างไร ถ้าเลือกได้ ควรดำเนินการตั้งแต่เริ่มรับพนักงาน ควรหาพนักงานที่มีความคิดพื้นฐานเป็นบวกมาเป็นพนักงานจะดีกว่า พนักงานแม้ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้ามีทัศนคติเป็นลบแล้วมักจะก่อปัญหาให้กับองค์กรในระยะยาว

ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าเรามีพนักงานประเภทนี้อยู่แล้วจะทำอย่างไร ตอบได้เลยว่า ควรสำรวจว่ามีพนักงานที่มีทัศนคติเป็นลบต่อองค์กรและฝ่ายบริหารสักเท่าไร ถ้ามีเกิน 15% และเป็น 15% ที่เป็นผู้นำความคิดด้วยแล้ว บอกได้เลยว่าองค์กรนั้นเกิดปัญหาแน่ๆ

คำถามต่อมา แล้วจะทำอย่างไร ตอบได้ว่า มีหลายทางเลือก ได้แก่

n ปล่อยไว้เช่นนี้จนกว่าจะสุกงอม แล้วค่อยปฏิวัติ

n ใช้กลไกการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กรเข้าช่วย ปูพื้นให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น

n ให้สังคมเป็นผู้ลงโทษ (อาจจะยากสักหน่อย)

n สร้างความเข้าอกเข้าใจเพื่อให้ทุกคนอยู่กันต่อไปได้ ถ้าเป็นกลุ่มที่มีทัศนคติทางลบไม่มากนักก็อาจจะพอเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้ามีทัศนคติในทางลบมากๆ และเราก็รู้ว่าคงเปลี่ยนแปลงพวกเขาไม่ได้ วิธีนี้เรียกว่าเป็นการซื้อเวลา

n วิธีสุดท้าย คงจะโหดไปสักนิด แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ คือ ทางใครทางมัน

พนักงานที่ทัศนคติเป็นลบต่อองค์กร แนวทางที่ดีที่สุดที่ควรจะทำก็คือ สร้างสำนึกให้กับคนเหล่านั้นว่า แม้จะรู้สึกไม่ดี แต่กรุณามีสำนึกของการเป็นพนักงานที่ดีบ้าง ถ้าเพียงแต่เราสร้างสำนึกตรงนี้ได้ องค์กรก็จะลดปัญหาไปได้ค่อนข้างมากทีเดียว

พนักงานที่มีทัศนคติเป็นบวก องค์กรต้องพยายามผลักดันให้คนกลุ่มนี้พูดแทนองค์กรให้มากที่สุด เพราะคนที่รู้สึกเป็นบวก จะพูดกี่ครั้งก็ยังเป็นบวก

พนักงานที่มีสีเทา คือ พวกไม่ลบไม่บวก กลุ่มนี้เราต้องหาแนวทางที่จะดึงมาให้มีความรู้สึกเป็นบวกให้ได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้บริหารมักจะละเลยคนกลุ่มนี้ ทำให้เกิดปัญหา ถ้าพวกเขาถูกมองข้ามไปเรื่อยๆ ต่อไปกลุ่มสีเทาก็จะกลายเป็นสีดำ คือ มีทัศนคติในทางลบ ถ้ากลุ่มสีดำที่ไม่รักองค์กรเริ่มจับทางพวกสีเทาได้ถูก

กล่าวโดยสรุป เรื่องทัศนคติของพนักงาน ฝ่ายบริหารควรจะให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อให้องค์กรสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ