posttoday
Currency War

Currency War

05 ตุลาคม 2553

....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน...ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ข่าวเกี่ยวกับ “ฟิล์ม” อาจเป็นข่าวที่ Hot ที่สุดสำหรับคนไทย แต่สำหรับข่าวที่ Hot ที่สุดในตลาดการเงินโลก ผมขอยกให้กับข่าว “สงครามอัตราแลกเปลี่ยน (Currency War)” โดยหากข้อมูลของผมถูกต้อง ผมเข้าใจว่ามีจุดเริ่มต้นจากการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีคลังของบราซิลที่ชื่อว่า Guido Mantega ต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ในช่วงที่ผ่านมาเพื่อป้องกันค่าเงินตนเองไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อภาคการส่งออก

ทั้งนี้ ประเทศบราซิลถือเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมากจากการแข็งค่าของเงินจากเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าไปทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของบราซิล ส่งผลให้ค่าเงินรีล (Real) ของบราซิลเป็นค่าเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยแข็งค่าขึ้น 25% ตั้งแต่ต้นปี 2552 การแข็งค่าของค่าเงินรีลกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบราซิลซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตร สินแร่ และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยในบางส่วนเช่นกัน นอกจากนี้ การที่บราซิลกำลังจะมีการเลือกตั้งยิ่งทำให้น่าติดตามมากขึ้นต่อมาตรการในการจัดการเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นผมคิดว่าสงครามอัตราแลกเปลี่ยนหากเกิดขึ้นจริงน่าจะเกิดขึ้นในปี 2554 ส่วนในปี 2553 น่าจะเป็นเพียงหนังตัวอย่างมากกว่า

ทั้งนี้ เนื่องจากผมประเมินว่า ปี 2554 การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะไม่สูงเหมือนปี 2553 โดยเฉพาะการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ดังนั้น ปัญหาค่าเงินแข็งค่าอาจมีผลกระทบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาการเปิดเสรีทางการค้าซึ่งเป็นปัญหาท้าทายต่อความสามารถในการแข่งขัน

ความเป็นไปได้ของการเกิดสงครามอัตราแลกเปลี่ยน

ก่อนที่จะวิเคราะห์ผลกระทบผมว่าเราต้องเริ่มต้นจากการประเมินก่อนว่า Currency War เป็นเพียงแค่กระแส หรือเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง? สำหรับความเห็นผม ผมว่าไม่ใช่กระแสแต่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้สามารถประเมินจากเพียงปัจจัยเดียว คือ ปัจจัยการเมือง เนื่องจากปัจจุบันปัญหาการแข็งค่าของเงินส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศที่ผู้นำทุกประเทศกำลังถูกกดดันให้แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นจีนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการตรึงค่าเงินหยวนกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปกป้องภาคส่งออกไม่ให้กระทบเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ เนื่องจากภาคส่งออกเป็นภาคที่มีการจ้างงานมากจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกแต่จีนก็ไม่สนใจ ญี่ปุ่น โดยนายกฯ คนใหม่ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งแรกในรอบหลายปีเพื่อรักษาคะแนนเสียง สหรัฐ ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายเพื่อให้เอกชนสามารถตอบโต้สินค้าจากจีนได้หากเกิดความไม่เป็นธรรมในเรื่องราคา ทั้งนี้ สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงเลือกตั้งในช่วงกลางสมัยของประธานาธิบดีโอบามาในเดือน พ.ย. ซึ่งคาดว่าปัญหานี้จะมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงเช่นกันหากไม่มีการแก้ไข เนื่องจากสหรัฐยังคงมีอัตราการว่างงานสูงถึงแม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็ตาม สำหรับไทยเองก็กำลังประสบปัญหาจากธุรกิจส่งออกเหมือนกันจน ธปท. และกระทรวงการคลังต้องออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท

ความสำคัญของ Currency War

สาเหตุที่ผมนำประเด็นเรื่อง Currency War มานำเสนอความเห็นในบทความสัปดาห์นี้ เนื่องจากผมประเมินว่าสงครามอัตราแลกเปลี่ยนได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นเพียงระดับของประเทศในการปกป้องค่าเงินของตนเอง แต่หากสงครามขยายตัวขึ้นเป็นกลุ่มประเทศ หรือภูมิภาค คาดว่าจะเกิดผลกระทบ ต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนให้ผันผวนมากขึ้น โดยอาจมีผลกระทบต่อเนื่องต่อนโยบายอื่นๆ ของทางการ ทั้งนี้ ผมประเมินว่าสงครามอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นสงครามที่ซับซ้อนและต่อเนื่องยาวนาน และอาจกลายเป็นอุปสรรคหนึ่งต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียในปี 2554

รูปแบบของสงคราม

โดยปกติแล้วการทำสงครามจะต้องมี 2 ฝ่ายที่มาสู้รบตบมือกัน โดยมีฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรุกเพื่อผลประโยชน์ของตน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายป้องกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเช่นกัน สำหรับสงครามอัตราแลกเปลี่ยน (Currency War) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นนั้นก็ไม่แตกต่าง โดยสงครามในครั้งนี้ฝ่ายที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์ คือ สหรัฐ จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนฝ่ายที่เสียประโยชน์และกำลังตอบโต้ คือ ประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออก เช่น จีน ญี่ปุ่น บราซิล ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย ทั้งนี้คาดว่ามาตรการตอบโต้จะเริ่มต้นจากเบาไปหาหนักตามหลักสากล คือ เริ่มต้นจากมาตรการที่เป็นมิตร คือ การขอความร่วมมือ และการตรวจสอบบัญชีการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ มาตรการที่รุนแรงขึ้นอาจเป็นเรื่องการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน และสุดท้ายหนักสุด คือ การควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก อย่างไรก็ตาม อาจมีแนวทางอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่คงเป็นในระยะยาว คือ การหาสกุลเงินใหม่ทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ

กลยุทธ์การรับมือ

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า การแข็งค่าของเงินในเอเชียมีเหตุผลหลักจากปัจจัยพื้นฐาน ส่วนการเก็งกำไรเป็นปัจจัยรองและเป็นปัจจัยระยะสั้น ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีประเทศใดสามารถฝืนแนวโน้มนี้ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น ธุรกิจส่งออกจึงกำลังเผชิญกับความเสี่ยงสำคัญ ผมแนะนำว่าการลงทุนในกลุ่มนี้นักลงทุนต้องศึกษาถึงแนวทางการแก้ไขความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ชัดเจน ส่วนตลาดหุ้นโดยรวมถือว่าได้รับประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า แต่ก็จะเกิดความเสี่ยงกับภาวะฟองสบู่ หรือหากค่าเงินแข็งค่าจนกระทบต่อการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะกลับมากดดันตลาดหุ้นในที่สุด

สำหรับความคืบหน้าในประเด็นนี้ผมแนะนำให้ติดตามการประชุมของ IMF และ World Bank ในสัปดาห์นี้ และการประชุม G20 ในเดือน พ.ย. ส่วนปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ที่เดิมตลาดฯ คาดการณ์ว่าจะเป็น Oneway up แต่ในความเห็นของผมโดยประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน คาดว่ามีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ ซึ่งหากนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มคิดอย่างนั้นก็น่าจะส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรระยะสั้นทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นได้ครับ

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี