
ร่างพรบ.กสทช.เหลือแค่ถกเถียง รัฐบาลดันเสร็จพ.ย.นี้แน่
คงต้องตามลุ้นกันว่า กำหนด 30 วัน ในการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา เพื่อหาทางออกร่วม หลังสภาโหวตไม่รับร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ซึ่ง สว.มีการแก้ไขในสาระสำคัญ 23 มาตรา เช่น จำนวนกรรมการ ขั้นตอนการสรรหา จะมีการพลิกเปลี่ยนไปอย่างไร
หากหาข้อแก้ไขที่ลงตัวร่วมกันไม่ได้ เมื่อถึงกำหนด สภาสามารถนำเสนอร่างเดิมของสภา เพื่อดันให้ร่าง พ.ร.บ.กสทช.เสร็จให้ทันปิดประชุมสภาสมัยนี้ในเดือน พ.ย. ตามที่รัฐบาลหวังได้
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ หนึ่งใน กมธ.ร่วม กล่าวว่า กมธ.ร่วม จะดูแค่ประเด็นหลักที่ สว. แก้ไขมา เช่น จำนวนกรรมการ องค์ประกอบ การใช้คลื่นความถี่ด้านความมั่นคง และการเก็บเงินสัมปทานเข้าคลัง ทั้งหมดต้องทำให้เสร็จก่อนสภาปิด ไม่เช่นนั้นการพัฒนาประเทศจะหยุดชะงักไปอีกนาน
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่มีความเป็นห่วงกันไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เช่น คลื่นความถี่เปลี่ยนมือไม่ได้ ที่อาจมีปัญหากับการให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ การกำหนดให้จัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูล วิธีเดียวคือ รอให้กฎหมายมีการประกาศใช้ก่อน แล้วก็เริ่มจัดทำร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกันต่อไป
นายพนา ทองมีอาคม กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ให้ความเห็นว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือองค์ประกอบที่ตายตัวเกินไป เช่น กำหนดว่าต้องมีนักกฎหมาย 2 คน คือฝั่งโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ หากขาดคนใดคนหนึ่งไปอาจทำให้ไม่ครบองค์ประกอบและอาจส่งผลให้ทำงานได้ยาก เป็นอุปสรรคในการออกมติ ประเด็นนี้รวมถึงการกำหนดจำนวนกรรมการ 15 คน จะลำบากในการประชุมร่วมเพื่อหาข้อสรุป จำนวนที่เหมาะสม 79 คน กำลังดี
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าเป็นโทษที่หนักเกินไป ปกติมีการลงโทษทางปกครองถือว่าเพียงพอแล้ว และหากเป็นความผิดร้ายแรงก็มีกฎหมายอาญากำหนดโทษไว้อยู่แล้วจะเป็นส่วนในการกดดันผู้ปฏิบัติงานต่อไปในอนาคต
“
กฎหมายมีความซับซ้อน มีการลงในรายละเอียดมาก ซึ่งเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิด การตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียงแห่งชาติ หรือ กสช. ที่ผ่านมา เป็นหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ทำ เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่” นายพนา กล่าวนายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารโทรคมนาคม กล่าวว่า พ.ร.บ.กสทช. กำหนดให้จัดสรรคลื่นความถี่ด้วยการประมูลเท่านั้นและไม่เปิดช่องให้ใช้วิธีอื่นเลย เท่ากับเป็นการล็อกตาย ซึ่งปกติไม่มีประเทศไหนที่กำหนดตายตัวแบบนี้ แม้จะเป็นวิธีโปร่งใสแต่เป็นการผลักภาระให้ประชาชน และมีโอกาสที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามากินทุนไทย ทั้งที่จริงแล้วมีทางเลือกคือ วิธีประกวดผลประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือบิวตี้ คอนเทสต์ ที่คนคิดว่าเหมือนประกวดนางงาม แต่แท้จริงแล้ว วิธีนี้ต้องเปิดแผนต่อสาธารณะและให้สังคมเป็นผู้ตัดสิน
“
กฎหมายกำหนดวิธีเดียวคือ ประมูล ไม่มีทางเลือกอื่นและแก้ไขในกฎหมายไม่ได้แล้ว ภาระไปสู่ผู้บริโภคแน่นอน แม้จะมีการกำหนดเพดานค่าบริการขั้นสูง แต่ก็กำหนดไว้ที่ 3 บาทเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (ไอซี) ก็ไม่รู้ว่ากำหนดที่กี่บาท และไม่รู้ว่าเริ่มเก็บกันจริงเมื่อไร” นายอนุภาพ กล่าวอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การกำหนดให้กรรมการโทรคมนาคมและโทรทัศน์แยกจากกัน ซึ่งจริงๆ แล้วเทคโนโลยีรวมกันต่อไปจะมีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบแน่นอน ควรแยกกรรมการให้ดูแลโครงข่ายรวมและเนื้อหาโดยรวม มากกว่าแยกทางเทคโนโลยี และการได้มาของกรรมการ ไม่ใช่นำตัวแทนจากศาสนา ทหาร หรือนักวิชาการเข้ามาทำหน้าที่ เพราะไม่ได้เข้าใจกิจการโทรคมนาคมและโทรทัศน์ แต่คนเหล่านี้ควรทำหน้าที่เลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่กรรมการมากกว่า
นายอนันต์ วรธิติพงศ์ รองประธาน กมธ.สว. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและ สว.ได้ปรับแก้ไป เช่น การกำหนดจัดสรรคลื่นความถี่ 20% สำหรับกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จะมีปัญหาติดสัญญาสัมปทานที่มีการล็อกคลื่นความถี่ไว้ ซึ่งจะจัดสรรใหม่ได้ต้องรอระบบดิจิตอลก่อน แต่ความจริงแล้ว กฎหมายน่าจะเปิดช่องให้ กสทช.ทำได้เลยในพื้นที่ที่สามารถจัดสรรได้ โดยเฉพาะพื้นที่ในต่างจังหวัด เพราะช่องรายการโทรทัศน์ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งประเทศ หากปิดทางไว้การมี กสทช.ก็ไม่ช่วยให้เกิดการปฏิรูปขึ้น
กรณีกำหนดให้กรรมการต้องมี 15 คน เพราะ สว.เห็นว่าควรเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิในทางวิชาชีพเข้ามาด้วย เพราะ กสทช.เป็นองค์กรกำกับกิจการที่มีวิชาชีพเฉพาะทาง
จากนี้ไปอีกอย่างน้อย 30 วัน จะเห็นความชัดเจนร่างพรบ.กสทช. ที่รอคอยกันมากกว่า 12 ปี องค์กรอิสระอีกแห่งเดียวที่เกิดช้าที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ถึงวันนี้ก็ยังมีคนตั้งข้อสงสัยสุดท้ายจะเกิดได้หรือไม่







