posttoday
บิตคอยน์... ความเสี่ยงที่ป้องกันได้

บิตคอยน์... ความเสี่ยงที่ป้องกันได้

14 ธันวาคม 2560

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอ เรนซี) เป็นประเด็นที่ถูกจับตามานาน การลงทุนนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่พร้อมเสี่ยงกับการลงทุนรูปแบบใหม่ แม้สกุลเงินดิจิทัลยังไม่ได้รับการยอมรับจากทางการ ไม่มีมาตรการควบคุมดูแลผู้ลงทุน แต่นักลงทุนเหล่านี้ไม่หวั่น ด้วยความเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลคือกระแสของโลก จะได้รับการยอมรับวงกว้างในอนาคต

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอ เรนซี) เป็นประเด็นที่ถูกจับตามานาน การลงทุนนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่พร้อมเสี่ยงกับการลงทุนรูปแบบใหม่ แม้สกุลเงินดิจิทัลยังไม่ได้รับการยอมรับจากทางการ ไม่มีมาตรการควบคุมดูแลผู้ลงทุน แต่นักลงทุนเหล่านี้ไม่หวั่น ด้วยความเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลคือกระแสของโลก จะได้รับการยอมรับวงกว้างในอนาคต

ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลในโลกมีกว่า 1,355 สกุล แต่ที่นักลงทุนรู้จักมากที่สุดคือ บิตคอยน์ ข้อมูลจากเว็บไซต์ coinmarketcap.com วันที่ 17 ธ.ค. 2560 บิตคอยน์มีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท ราคา 1 เหรียญบิตคอยน์ เท่ากับกว่า 1.97 หมื่นดอลลาร์ หรือกว่า 6.42 แสนบาท ขยับขึ้น 1,949% จากสิ้นปี 2559 ที่ 1 เหรียญบิตคอยน์ อยู่ที่ 963.74 ดอลลาร์ หรือ 3.13 หมื่นบาท

จากตัวเลขที่ออกมา จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีนักลงทุนกระโจนไปขุดบิตคอยน์ ซื้อขายเก็งกำไรบิตคอยน์เพิ่มต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มที่เข้าไปหลักๆ คือคนที่ซื้อขายเก็งกำไรหุ้นอยู่แล้วกับกลุ่มที่คลุกคลีในวงการเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ศึกษาหาความรู้เรื่องนี้ก่อนเข้าไป

สิ่งที่น่าห่วง คือ เมื่อราคายิ่งล่อใจมากขึ้น อาจทำให้กลุ่มนักลงทุนที่ขาดความรู้ด้านนี้ มีทุนไม่มาก อยากรวยเร็ว รวยลัด พอเห็นตัวเลขราคาขึ้นรวดเร็วอาจพุ่งมาลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลโดยไม่ศึกษา ไม่เข้าใจความเสี่ยง มิหนำซ้ำอาจถึงขั้นขายบ้านขายรถ กู้เงินมาลงทุน

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังห่วงเรื่องนี้ และได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลกับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ต้องชี้แจงเน้นย้ำให้เกิดความระมัดระวังและปัจจัยเสี่ยงของการลงทุนให้ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ

ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เสริมทัพเตือนว่าการลงทุนใน บิตคอยน์เป็นการเล่นพนันแทงว่าค่าเงินจะขึ้นหรือลง พร้อมระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังศึกษาอยู่ว่าการลงทุนลักษณะนี้อันตรายต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ยังศึกษาไม่เสร็จ และ ธปท.ก็ยังไม่ได้รับรองให้บิตคอยน์เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้

เมื่อการลงทุนในบิตคอยน์เสี่ยง ธปท.ก็ไม่รับรองว่าบิตคอยน์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ก็ท้าทาย เพราะผลตอบแทนเชื้อเชิญให้เข้าไปลงทุน การให้ความรู้ประชาชนเรื่องเงินสกุลดิจิทัลเวลานี้จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำให้มากที่สุด

ที่ผ่านมาพอหันไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธปท. ก็ได้คำตอบเบาๆ ว่าเงินสกุลดิจิทัลยังไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีทางการควบคุมดูแล นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนต้องระมัดระวังกันเอง ซึ่งนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจอาจระมัดระวังกันเองได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีนักลงทุนอีกส่วนที่ความโลภบังตา พร้อมลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรวยไม่รู้ตัวหรือหมดตัวเพราะความไม่รู้กันแน่

ธปท.ไม่ผิด ที่ไม่แสดงบทบาทควบคุม สอดคล้องกับธนาคารกลางหลายประเทศในโลกก็ไม่กล้าไปฟันธงจุดยืนชัดเจน เพราะการควบคุมทั้งที่ยังไม่ได้เกิดปัญหา อาจสร้างความไม่พอใจให้สังคมและเป็นการไปปิดกั้นนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ แต่ในเมื่อการให้ความรู้เป็นเรื่องจำเป็น ธปท.ควรทำหน้าที่นี้ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ควรรอให้สายเกินไป จนเรื่องลุกลามบานปลาย แค่ลงทุนรูปแบบใหม่ก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่จะมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกหากมีมิจฉาชีพหัวใสต่อยอดไปสู่แชร์ลูกโซ่ หลอกลวงให้คนไปร่วมลงทุนเงินสกุลดิจิทัลด้วยจนเกิดความเสียหายหนักๆ

ที่ผ่านมามีกรณีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าคนไทยจำนวนหนึ่งถูกหลอกง่ายแค่ไหน ไม่ว่าจะปลอมเป็นคอลเซ็นเตอร์ ธปท. ตรวจพบบัญชีอาจเข้าข่ายฟอกเงิน หลอกเป็นคอลเซ็นเตอร์ไปรษณีย์โทรมาว่ามีพัสดุส่งถึง หลอกให้ร่วมลงทุนธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และอีกสารพัดมุขหลอกที่ไม่คิดว่าคนจะเชื่อ แต่ก็มีคนถูกหลอก

ในไม่ช้าการหลอกไปลงทุนสกุลเงินดิจิทัลแปลกๆ หลอกให้ชวนคนอื่นลงทุนสกุลเงินดิจิทัล หรือหลอกระดมทุนไปสร้างเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัล น่าจะเป็นอีกหนึ่งกับดักที่เกิดตามมากับความร้อนแรงของเงินสกุลดิจิทัล

ดังนั้น ไม่เฉพาะ ธปท.เท่านั้นที่ควรลุกมาให้ความรู้ หน่วยงานอื่นในภาคการเงินก็ควรเข้าเสริมความร่วมมือ ใช้ช่องทางของตัวเองที่ประชาชนเข้าถึงทุกวันอยู่แล้วให้ความรู้แบบเข้าใจง่าย สัมผัสได้ เพื่อให้เข้าถึงชนชั้นกลางลงไปมากที่สุดด้วย โดยเฉพาะการทำผ่านสังคมออนไลน์ ที่มีคนไทยใช้งานมากระดับต้นๆ ของโลก อาจเป็นในรูปแบบการ์ตูน อินโฟกราฟฟิกเข้าใจง่าย หรือคลิปวิดีโอง่ายๆ รวมถึงการเดินสายให้ความรู้คนในต่างจังหวัด ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบจัดสัมมนา

อย่ามองว่า ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องทำอะไร เพราะล้อมคอกแบบหลวมๆ ก่อนก็ดีกว่ารอวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก และอย่าปล่อยให้มีเพียงกลุ่มที่สนับสนุนลงทุนในบิตคอยน์ที่ให้ความรู้ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เพราะอาจเป็นความรู้ในมุมมองเชิงบวกด้านเดียว หรือบวกมากๆ จนแทบไม่ได้นำเสนอ มุมมองความเสี่ยงและสิ่งที่ต้องระวัง

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ยูนิคอร์น ออน เซ็น ซึ่งเป็นบริษัทเกิดใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) ที่จัดทำแอพพลิเคชั่น ฟินสตรีท นวัตกรรมการเงิน (ฟินเทค) ให้คำปรึกษาเรื่องการบริหารจัดการหนี้ ให้ความเห็นว่า แม้ปัจจุบันคนที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นคนที่มีเงินมาก แต่กลุ่มคนที่เข้ามาลงทุนจะค่อยๆ ไหลไปสู่คนชั้นกลางมากขึ้น เพราะจะมีกลุ่มคนไทยส่วนหนึ่งเริ่มรับเป็นนายหน้านำสกุลเงินดิจิทัลใหม่ๆ ที่เกิดจากการระดมทุนรูปแบบการออกเหรียญระยะเริ่มต้นไปใช้แลกเป็นเงินสกุลดิจิทัล หรือที่เรียกว่า ไอซีโอ มาเสนอขาย นักลงทุนไทย

สิ่งที่ทางการควรทำไม่ใช่การควบคุม เพราะอาจไปปิดกั้นไม่ให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ที่ได้จากการศึกษาเทคโนโลยีเบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัล แต่ควรใช้ไม้อ่อนคือการให้ความรู้ ซึ่งทำได้ทันที สามารถจัดสัมมนาพูดคุยสะท้อนให้คนทั่วไปเห็นถึงอันตราย ให้คนใช้วิจารณญาณลงทุน ผ่านการให้ความรู้ ทำให้คนเข้าใจว่า เงินสกุลดิจิทัลที่จะมีมูลค่าได้ในอนาคตต้องเป็นเงินสกุลดิจิทัลที่มีระบบเศรษฐกิจรองรับ ไม่ใช่ไปซื้อเงินสกุลดิจิทัลอะไรก็ได้ โดยมองไม่เห็นระบบเศรษฐกิจรองรับอยู่

ที่ผ่านมาทางการอาจให้ความรู้บ้าง แต่ต้องยอมรับว่า บางครั้งข้อมูลไปไม่ถึงประชาชน หรือฟังแล้วยากเกินไป ดังนั้นต้องพูดให้เข้าใจง่าย ให้คนเข้าถึงมากกว่านี้ เช่น ทำผ่านไลน์ ที่คนไทยนิยมใช้คุยกันทุกวัน

สุดท้าย คงต้องฝากทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนว่า ให้ความรู้ช่วยให้คนรู้เท่าทันไม่ถูกหลอก แม้อาจไม่เกิดประโยชน์โดยตรงต่อองค์กร แต่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศชาติ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เมื่อเตือนแล้ว ให้ความรู้อย่างแพร่หลายแล้ว นักลงทุนยังอยากจะเสี่ยงก็ต้องปล่อยให้รับความเสียหายเอาเอง n

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก