ว่าด้วยสูตรการคำนวณที่นั่ง สส.
อรรถสิทธิ์ พานแก้วสูตรการคำนวณที่นั่ง สส. ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อการยอมรับผลการเลือกตั้งของคนในประเทศ เพราะการเลือกตั้งเมื่อเสร็จสิ้นลงไปคนที่เคยมีสถานะที่เหมือนกันคือก่อนการเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นความเท่าเทียมกันของความเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะหายไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยสถานะการเป็น "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" จากผลการเลือกตั้ง
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
สูตรการคำนวณที่นั่ง สส. ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อการยอมรับผลการเลือกตั้งของคนในประเทศ เพราะการเลือกตั้งเมื่อเสร็จสิ้นลงไปคนที่เคยมีสถานะที่เหมือนกันคือก่อนการเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นความเท่าเทียมกันของความเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะหายไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยสถานะการเป็น "ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" จากผลการเลือกตั้ง
ผู้ชนะในที่นี้หมายถึงผู้สมัครจากพรรคที่คนเลือกนั้นชนะการเลือกตั้ง และ/หรือพรรคที่ตนเลือกนั้นได้เป็นฝ่ายรัฐบาล ส่วนผู้แพ้ในที่นี้หมายถึงผู้สมัครจากพรรคที่คนเลือกนั้นแพ้การเลือกตั้ง และ/หรือพรรคที่ตนเลือกนั้นได้เป็นฝ่ายค้าน
เป็นที่ยอมรับกันว่าระบบการเลือกตั้งที่ถูกใช้ในหลายๆ ประเทศนั้นทำให้เกิดความเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ที่ต่างกันเพราะสูตรการคำนวณที่นั่ง สส.ที่ต่างกันตามระบบการเลือกตั้งที่ใช้
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมการคิดค้นสูตรการคำนวณที่นั่ง สส.ถึงถูกคิดค้นมาเพื่อทำให้เกิดดีกรีความเป็น "ผู้แพ้" จากการเลือกตั้งให้มีน้อยที่สุด
ในโลกนี้ระบบการเลือกตั้ง สส.นั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ ระบบเสียงข้างมาก (Majoritarian System) ระบบสัดส่วน (Proportional Representation System) และระบบผสม (Mixed Member System)
จากทั้ง 3 ระบบที่กล่าวมา ระบบเสียงข้างมากถือเป็นระบบที่ทำให้เกิดดีกรีความเป็นผู้แพ้มากที่สุด คือ ไม่ว่าจะแพ้แบบขาดลอยหรือฉิวเฉียด คนที่แพ้ก็จะ ไม่ได้อะไรเลย หรือที่เราได้ยินได้ฟังการเปรียบเทียบว่าเป็นระบบที่ทำให้ "คะแนนเสียงตกน้ำ" มากที่สุด เช่นนี้แล้ว ระบบสัดส่วนจึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อชดเชย ข้อด้อยของระบบเสียงข้างมากนี้ไป
ระบบสัดส่วนถูกคิดค้นมาเพื่อทำให้การคำนวณคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงไปนั้นจะถูกคำนวณเพื่อให้เป็นที่นั่งในสภาอย่างได้สัดส่วน นั่นคือ ได้คะแนนเสียงเป็นร้อยละเท่าไหร่ก็จะถูกคำนวณได้เป็นที่นั่งในสัดส่วนร้อยละของที่นั่งในสภาที่ใกล้เคียงกัน
แต่การคำนวณที่นั่งในสภาตามระบบสัดส่วนนั้นก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดของการเลือกใช้สูตรการคำนวณแต่ละอย่าง เช่น จะมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการที่จะนำคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาคำนวณหรือไม่ หรือการคำนวณนั้นจะใช้สูตรการคำนวณที่อย่างน้อยในปัจจุบันนี้มีอยู่ 2-3 สูตร ซึ่งแต่ละสูตรก็มีผลว่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองขนาดต่างๆ ที่ต่างกันออกไป
ซึ่งการที่จะเลือกว่าจะใช้สูตรอะไรของแต่ละประเทศนั้นมักจะขึ้นอยู่กับการยอมรับถึงผลที่จะตามมานั่นก็คือจำนวนที่นั่งในสภาที่แตกต่างระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือพรรคการเมืองขนาดเล็กที่บางสูตรจะคำนวณให้การปัดเศษคะแนนเสียงที่นั่งนั้นเกิดการได้เปรียบกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่แต่เกิดการเสียเปรียบกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก ในขณะที่บางสูตรก็ทำให้เกิดการได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดเล็กแต่ก็ทำให้เกิดการเสียเปรียบกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่
แม้การคำนวณที่นั่งจากระบบสัดส่วนจะทำให้เกิดความได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา แต่ข้อด้อยของระบบสัดส่วนก็เกิดขึ้นในลักษณะของความใกล้ชิดของ สส.กับประชาชนในประเทศว่า สส.ที่มาจากระบบสัดส่วนที่เขตการเลือกตั้งอาจจะเป็นเขตประเทศ ภูมิภาค หรือเขตที่ใหญ่กว่าระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั่วๆ ไปอย่างมาก ก็เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการคิดค้นระบบการเลือกตั้งและการคำนวณที่นั่ง สส.แบบใหม่ๆ ขึ้นมา
ระบบการเลือกตั้งแบบผสม จึงเป็นระบบการเลือกตั้งที่ถูกคิดค้นมาเพื่อปิดจุดอ่อนของทั้งสองระบบแม่ข้างต้น และด้วยความแตกต่างกันในวิธีการคำนวณที่นั่งของ สส. ก็ทำให้ระบบผสมนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ ระบบผสมที่นับที่นั่งแยก และระบบผสมที่นับที่ นั่งรวม
ระบบผสมที่นับที่นั่งแยก หรือที่ถูกเรียกว่าเป็นระบบการเลือกตั้งผสมอิงเสียงข้างมาก (Mixed Member Majoritarian-MMM) คือระบบที่การจัดสรรที่นั่งในสภานั้นแยกกันจัดสรร ที่นั่งระหว่างระบบเขตกับระบบสัดส่วน (ซึ่งมักจะเป็นการใช้แบบบัญชีรายชื่อ) ซึ่งสูตรการคำนวณแบบนี้แม้จะทำให้เกิดการได้เป็นสัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งที่ดีกว่าการใช้ระบบเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่การ ได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดใหญ่จากการคำนวณที่นั่งตามระบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ ประเทศต้องคำนึงว่าจะรับข้อด้อยนี้ได้หรือไม่ถ้าเปรียบเทียบกับข้อดีที่ได้มา
แต่หลายๆ ประเทศก็รับไม่ได้กับการนับที่นั่งแยก ระบบการเลือกตั้งแบบนับที่นั่งรวม หรือระบบเลือกตั้งผสมอิงเสียงแบบสัดส่วน (Mixed Member Proportional-MMP) ซึ่งแตกต่างจากระบบเลือกตั้งแบบอิงเสียงข้างมากตรงที่การจัดสรรที่นั่งนั้นจะไม่นับแยกระหว่างแบบแบ่งเขตกับแบบสัดส่วน แต่จะคำนวณจากระบบสัดส่วนเพื่อบอกว่าแต่ละพรรคการเมืองควรจะได้ที่นั่งเท่าไหร่ แล้วจึงมาจัดสรรที่นั่งจากการบวกเพิ่มหรือหักลบจากที่ได้จากระบบเขตไปแล้ว ซึ่งระบบนี้ถูกยอมรับว่าเป็นระบบที่ทำให้เกิด "การได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา" ได้ดีที่สุด
แต่หลายคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่าระบบนี้แม้มีข้อดีคือการได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งหรือการบวกเพิ่มหากได้ที่นั่งจากระบบเขตยังไม่ถึงร้อยละที่พรรคตนควรจะได้ แต่การลบออกหรือลดที่นั่งตามสัดส่วนจากแบบสัดส่วนของพรรคที่ได้ที่นั่งจากระบบเขตก็ทำให้เกิดข้อข้องใจกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเหล่านี้ว่าทำให้พวกเขาเสียเปรียบทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความผิดของพรรคแต่กลับถูกลงโทษ
แต่ถ้าคิดให้ดีๆ แล้วการคำนวณแบบนี้ดีกว่าเพราะทำให้การเป็นผู้ชนะ หรือผู้แพ้นั้นเป็นสัดส่วนกับคะแนนเสียงที่ได้รับจริงๆ และจะว่าไปการเกิดขึ้นของการหักลบที่นั่งในแบบสัดส่วนนั้นเกิดขึ้นเพราะการแบ่งสัดส่วนที่นั่ง สส.เขต กับ สัดส่วนที่ให้จำนวนสัดส่วนที่ สส.แบบสัดส่วนน้อยกว่า สส.เขตมากเกินไป ดังนั้นหลายประเทศจึงแบ่งจำนวน สส.เขตกับสัดส่วนให้มีจำนวนเท่ากัน ปัญหาที่เกิดจากการหักที่นั่งออกจึงมีน้อย
เมื่อย้อนกลับมายังประเทศของเราที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment) (ที่ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบผสม) ข้อข้องใจกับการ "หักที่นั่งออก" ถ้าได้ที่นั่งแบบเขตมากดูจะเป็นเรื่องใหญ่
แต่อย่างที่บอกไปในย่อหน้าก่อนนี้ว่า การคำนวณเช่นนี้เป็นการคำนวณ ที่นั่งที่ดีเพราะได้สัดส่วนระหว่างคะแนนเสียงกับที่นั่ง และที่สำคัญคือ อาจจะ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากจะเกิดขึ้นพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 73 จากคะแนนเสียงที่นำมาคำนวณ
ซึ่งเมื่อดูกันให้ดีๆ แล้ว โอกาสการเกิดนั้นแม้จะมีแต่ไม่ได้มากเลย เช่นนี้แล้วความข้องใจก็น่าจะลดลงไปเมื่อมองความเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์ทางการเมือง n


