posttoday
กดเงินอย่างไร....ไม่ต้องจ่ายตังค์

กดเงินอย่างไร....ไม่ต้องจ่ายตังค์

04 ตุลาคม 2553

...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ตกลงปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่มีผลปีหน้า แต่กลายเป็นว่ารายละเอียดที่ออกมายังสร้างความงุนงงให้กับประชาชน รวมทั้งพนักงานธนาคารก็คงจะตอบคำถามได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาลูกค้าแทบไม่ได้คำตอบที่กระจ่างเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเท่าใดนัก

ธนาคารส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เพียงติดประกาศในสาขาตามกฎของ ธปท. ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วจะพบว่ามีลูกค้าน้อยรายที่จะเดินเข้าไปอ่าน

กรณีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งนี้ก็เช่นกัน หากลูกค้าทำความเข้าใจก็จะใช้บริการทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 1020 บาท ให้กับธนาคาร

สำหรับการโอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มที่จะมีผลไตรมาสแรกปีหน้านั้น หากโอนเงินธนาคารเดียวกันข้ามเขต ซึ่งภาษาที่ลูกค้าเข้าใจ คือ โอนเงินไปธนาคารเดียวกันแต่อยู่ต่างจังหวัด ในรายการแรกของเดือนนั้นๆ ลูกค้าจะโอนเงินได้ฟรี แต่ครั้งต่อไปจะเสีย 15 บาท จากปัจจุบันเสียค่าธรรมเนียมรายการละ 20 บาท

ส่วนการถอนเงินในธนาคารเดียวกันข้ามเขต ซึ่งก็คือข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมใหม่จะคิดรายการละไม่เกิน 15 บาท จากปัจจุบันเสียรายการละ 20 บาท มีผลใช้ไตรมาสแรกปีหน้าเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทำธุรกรรมถอนและเช็กยอดเงินระหว่างลูกค้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี จะได้รับสิทธิมากกว่าลูกค้าในต่างจังหวัด หากลูกค้ากลุ่มนี้ถอนและเช็กยอดเงินจากเครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารเดียวกับธนาคารเจ้าของบัตร ซึ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถอนและเช็กยอดเงินรวม 4 ครั้งต่อเดือน แต่จะเสียครั้งที่ 5 เป็นต้นไป ครั้งละ 5 บาท

กรณีเดียวกันหากเป็นลูกค้าต่างจังหวัดถอนและเช็กยอดเงินจากเครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารเจ้าของบัตรแม้จะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน กลับเสียค่าถอนเงินครั้งละ 2025 บาท และครั้งที่ 5 ขึ้นไปเสียเพิ่มอีก 5 บาท ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นี่จึงเป็นที่มาของการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม โดยตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ลูกค้าทั่วประเทศที่ถอนและเช็กยอดเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารเจ้าของบัตร ซึ่งต้องอยู่ในจังหวัดเดียวกันด้วยนั้น จะฟรี 4 ครั้งต่อเดือน แต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปจะเสียรายการละ 10 บาท เป็นอัตราเดียวกัน

รูปแบบนี้อาจส่งผลให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี เสียเปรียบ

จากเดิมที่ถอนและเช็กยอดเงินครั้งที่ 5 ข้ามธนาคารจะเสียครั้งละ 5 บาท แต่ของใหม่จะเพิ่มเป็น 10 บาท อยู่ดีๆ ก็ขึ้นมา 5 บาท

แต่ก็ถือว่าเป็นการเกลี่ยให้กับคนที่อยู่ในต่างจังหวัด ที่เดิมถอนเงินข้ามธนาคารก็เสียทันที 2025 บาท เพราะปัจจุบันเครื่องเอทีเอ็มในกรุงเทพฯ และปริมณฑลของแต่ละธนาคารมีสูงเกือบ 50% ของจำนวนเครื่องเอทีเอ็มแต่ละธนาคารที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ฉะนั้น สิ่งที่ลูกค้าต้องตระหนักคือ ปีหน้าหากมีผลบังคับใช้ค่าธรรมเนียมการใช้บริการเครื่องเอทีเอ็มใหม่ ลูกค้าทำบัตรเอทีเอ็มธนาคารใดก็ควรใช้เครื่องของธนาคารนั้น

แต่กรณีนี้ไม่รวมการถอนเงินข้ามจังหวัด

หรืออีกทางเลือกหนึ่งลองมองหาธนาคารที่ให้บริการบัตรเดบิตฟรีค่าธรรมเนียมการถอนเงิน โดยคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าเหมาทีเดียว 500 บาท บัตรใช้ได้ 3 ปี จะถอนเงินที่ธนาคารใด จังหวัดใดก็ได้ ไม่เสียค่าธรรมเนียม เพราะปัจจุบันลูกค้ามีสิทธิเลือกได้

ขณะที่ไส้ในที่ธนาคารไม่ได้เปิดให้ลูกค้าเห็น คือ ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงระหว่างธนาคาร เพราะปัจจุบันธนาคารเจ้าของบัตรจะต้องจ่ายเงินให้กับธนาคารเจ้าของเครื่องรายการละ 5 บาท เฉพาะเครื่องเอทีเอ็มในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจ่ายรายการละ 7.5 บาท เฉพาะเครื่องที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัดหากมีการถอนเงินข้ามธนาคาร

เท่ากับว่าการเก็บค่าธรรมเนียมการถอนเงินของลูกค้าครั้งที่ 5 ขึ้นไปรายการละ 10 บาทนั้น ธนาคารก็ได้กำไร หรือไม่ก็เฉือนเนื้อน้อยมาก เพราะธนาคารเก็บค่าธรรมเนียมลูกค้าแพงกว่าค่าใช้จ่ายที่ธนาคารต้องจ่ายให้กันจริง

ขณะที่ปัญหาการคิดค่าธรรมเนียมแฝงก็ยังมีอยู่ให้เห็นในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพียงแต่ลูกค้าอาจลืม หรือบางรายไม่รู้เลยด้วยซ้ำ เช่น ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีเงินฝากกรณีเงินฝากไม่เคลื่อนไหว 1 ปีที่คิดซะจนหมดบัญชีได้หากคุณไม่ติดตามดูแล

เอกรินทร์ บำรุงภักดิ์ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ถูกธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งหักค่าธรรมเนียมเดือนละ 50 บาท รวมกว่า 400 บาท หายวับ จากที่มีเงินค้างในบัญชีนี้กว่า 500 บาท

สิ่งที่ เอกรินทร์ เข้าใจมาตลอด คือ ต้องมีเงินในบัญชีไม่ต่ำกว่า 500 บาท กรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว แต่กลายเป็นว่าธนาคารแห่งนี้ได้ปรับกฎการรักษาบัญชีออมทรัพย์ใหม่ คือ ต้องมีเงินค้างในบัญชีไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท สำหรับบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ไม่เช่นนั้นจะถูกหักเดือนละ 50 บาท ซึ่งสิ่งที่ลูกค้ารายนี้ผิดหวังมากที่สุด คือ ธนาคารไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบทั้งทางจดหมายและอีเมล

“ธนาคารบอกว่ากฎนี้เปลี่ยนเป็นปีแล้ว และปิดประกาศไว้ในสาขา ซึ่งเป็นไปตามกฎของแบงก์ชาติ ถือว่าธนาคารแจ้งแล้ว จึงไม่มีการส่งจดหมายโดยตรงถึงลูกค้า เราก็ถามว่าแล้วแบงก์จะเอาที่อยู่ลูกค้าไปทำไม เอาอีเมลเราไปทำไม อย่างอีเมลก็ถือว่าเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีต้นทุนต่ำมาก แต่นี่ไม่มีบอกเราเลย เรื่องนี้ไม่แฟร์ แบงก์ไม่บอกลูกค้าก่อน ลองคิดดูว่าต้องฝากเงินกี่หมื่นถึงจะได้ดอกเบี้ย 400 บาท ทำอย่างนี้ลูกค้าก็เสียความรู้สึก” เอกรินทร์ กล่าว

ทางออกของผู้บริโภค คือ กลับไปสำรวจบัญชีเงินฝากของตัวเอง และติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม ต่างๆ ทุกอย่างคือสิทธิขั้นพื้นฐาน

แต่คุณเป็นผู้เลือก..

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท