
ฝันเฟื่องการเมืองไทย 2561
คืนก่อนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเข้าฝัน
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
คืนก่อนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเข้าฝัน
คงจะเป็นเพราะผู้เขียน "หมกมุ่น" ในการหาคำตอบให้กับคำถามที่มีผู้ถามกันมากว่า "ปีหน้าจะมีการเลือกตั้งจริงหรือ" ก็เลยนอนผวาแล้วนึกถึง "กูรูการเมืองไทย" ที่ผู้คนทั้งหลายยกย่องนับถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับปรมาจารย์ นั่นก็คือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉายา "ซือแป๋แห่งซอยสวนพลู"
ความย่อๆ ที่ท่านมาเข้าฝันก็คือ "อย่าเพิ่งเบื่อการรอคอย (ที่จะมีการเลือกตั้ง)" ส่วนความยาวๆ ก็คือ "ฉันมีประสบการณ์ของฉันจะมาเล่าให้ฟัง" ดังที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อไปนี้
ในปี 2489 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในอายุ 35 ปี ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกขึ้นในประเทศไทย ชื่อว่าพรรคก้าวหน้า ท่านเล่าว่าตอนนั้นความรู้สึกของท่านก็เหมือนกับคนรุ่นใหม่ที่รักชาติรักบ้านเมืองทั้งหลาย ที่จำนวนมากมีความผิดหวังกับ "โลกพระศรีอาริย์" ที่คณะราษฎรได้โฆษณาชวนเชื่อไว้ตั้งแต่ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 (ในฝันของผู้เขียนนั้นได้ยินเหมือนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะบอกว่า ก็เหมือนกับที่ คสช.บอกกับคนไทยยุคนี้แหละว่า "เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน..." และที่ผ่านมากว่า 3 ปีนี้ก็ไม่นานนักหรอก) เพราะในเวลาที่ผ่านไปสิบกว่าปี คณะราษฎรก็ไม่ได้สร้างประชาธิปไตยอะไรเลย กลุ่มการเมืองต่างๆ ก็เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ เพราะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองอื่นได้เกิด ผู้ที่รักชาติบ้านเมืองในสมัยนั้นก็เรียกร้องให้มีการ "ปลดล็อก" เหมือนสมัยนี้แหละ แต่ผู้มีอำนาจในยุคนั้นก็ไม่สนใจ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง ท่านผู้มีอำนาจก็หมดวาสนา แถมยังถูกตั้งข้อหาอาชญากรสงคราม คณะเสรีไทยขึ้นมามีอำนาจได้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว พร้อมกับให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2489 ที่ได้ "ปลดล็อก" ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองได้
พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นในยุคนั้นมีจำนวนมากนับสิบๆ พรรค ส่วนมากตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน "ผู้มีบารมี" ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่ตั้งขึ้นเป็นพรรคเดียวกันเสียเลย โดยตั้งชื่อพรรคไปเลยว่า "พรรคนี้เชียร์อาจารย์ ป." กับ "พรรคนี้เชียร์ท่าน ค." ซึ่งเป็นชื่อย่อของผู้มีบารมีฝ่ายพลเรือนที่แข่งอำนาจวาสนากันอยู่ในยุคนั้น (ได้ยินอย่างนี้ก็ทำให้ผู้เขียนนึกได้ว่า การเลือกตั้งในปี 2561 ถ้าจะมีนั้นน่าจะมีพรรคการเมืองเพียง 2 พรรค คือ พรรคเอาทหาร กับพรรคไม่เอาทหาร จะได้รู้แล้วรู้รอดไป ไม่ให้ประชาชนต้องสับสนหรือคิดมาก) ซึ่งที่สุดพรรคต่างๆ ก็มารวมตัวกันเป็น 2 ขั้วดังกล่าว แต่ในฝ่ายที่เชียร์ท่าน ค. รวมถึงพรรคก้าวหน้าของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ด้วยนั้นได้มารวมตัวกันเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนอีกขั้วหนึ่งมีการรวมกันอย่างหลวมๆ คล้ายอัมโนของมาเลเซียในยุคหลัง เรียกว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย หรือเรียกรวมๆ ว่า "พรรคสหชีพ"
ความจริงนั้น ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยก็มีนโยบาย "ไม่เอาทหาร" ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งก็น่าจะผนึกกำลังกันสร้างประชาธิปไตยโดยพลเรือนนั้นได้ แต่เอาเข้าจริงๆ ทั้งสองพรรคนี้ก็ทะเลาะกัน ชิงดีชิงเด่นกัน พอดีกับที่เกิดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2490 ในขณะที่รัฐบาลของท่านอาจารย์ ป. ไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ มีการเสนอญัตติในรัฐสภาให้รัฐบาลอธิบาย รัฐสภาวุ่นวายเป็นโกลาหล ที่สุดทหารก็เข้ายึดอำนาจในวันที่ 8 พ.ย. 2490 โดยทหารก็ขายฝันว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว กระนั้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเขียนเสร็จก็ในปี 2495 โดยเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองได้ ซึ่งก็มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายดังเดิม รวมถึงพรรคของทหารที่มีพรรคใหญ่ๆ ถึง 2 พรรค คือพรรคเสรีมนังคศิลาของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ (ลูกเขยจอมพลผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 เพื่อนรักของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี) กับพรรคชาติประชาธิปไตยของ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ประกาศว่าตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนจอมพล ป. เช่นกัน
ในฝันนั้นเมื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าถึงตอนนี้ท่านก็ถอนหายใจอย่างแรงๆ ขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า "ทหารไม่น่าเล่นการเมืองเลย" เพราะความที่ทหารมีอำนาจมาก ใครๆ ก็อยากจะเอาใจ ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 26 ก.พ. 2500 ก็เลยมีคนไปจัดการให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้ง "ครั้งสกปรก" แล้วทหารก็ทะเลาะกัน จอมพลสฤษดิ์ก็ขึ้นมามีอำนาจ แล้วก็ให้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ปี 2502 กว่าจะมาประกาศใช้ก็ในปี 2511 แล้วก็มีการเลือกตั้งในปีต่อมา คราวนี้ทหารตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพียงพรรคเดียวชื่อพรรคสหประชาไทย ให้จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็ต้องทำรัฐประหารตัวเอง เพราะความวุ่นวายในพรรคสหประชาไทยเองที่เรียกร้องเอาแต่ผลประโยชน์
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ บอกว่า เมืองไทยเราอยู่กันได้ด้วยความฝัน เพราะฉะนั้นท่านผู้มีอำนาจก็มักจะชอบขายฝันแก่ประชาชนเสมอมา ท่านบอกว่าตอนที่พรรคกิจสังคมไปสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2523 ก็เพราะท่านบอกว่ามาช่วยกันสร้างความ "นิ่ง" ให้กับการเมือง แล้วประเทศก็จะเจริญ หรือที่ท่านเคยเขียนเชียร์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็นึกว่าจะมาช่วยจัดการกับ "ธนาธิปไตย" ที่กำลังระบาดขึ้นทำลายระบบการเมืองไทยในยุคนั้น และสำหรับนักการเมืองแล้วไม่มีฝันอะไรที่ดีเท่าฝันว่าจะมีเลือกตั้ง
ถึงตรงนี้เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น และเหมือนจะได้ยินเสียงแว่วๆ ส่งท้ายจากอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า "เลิกฝันเถอะท่านนักการเมืองไทย"







