
แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ไต่ 3จีโต
....เจียรนัย อุตะมะ
....เจียรนัย อุตะมะ
บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) ภายใต้การบริหารงานของ “ศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ความที่งานในมือส่วนใหญ่อยู่ในภาครัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม เมื่อรัฐบาลประกาศดำเนินโครงการ 3จี ชัดเจน ย่อมส่งผลดีต่อบริษัทสัญชาติไทยในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งนี้
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติให้ทีโอทีลงทุนแผนธุรกิจโครงข่ายโทร.มือถือยุคที่ 3 หรือระบบ 3จี ด้วยงบประมาณ 19,980 ล้านบาท ยิ่งทำให้ความหวังของงานในมือของบริษัทนี้เพิ่มขึ้น ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีงานในมือแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 2,257 ล้านบาท
“ศิริพงษ์” กล่าวว่า ปีนี้คาดว่ารายได้จะเป็นไปตามประมาณการ คือ 4,000 ล้านบาท ในอัตรากำไรขั้นต้น 2224% จากครึ่งปีแรกที่ทำได้แล้ว 1,7001,800 ล้านบาท โดยรายได้ครึ่งปีหลังจะเข้ามามากในไตรมาส 4
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประมาณการว่า ไตรมาส 3 บริษัทจะรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศประมาณ 800850 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6075 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 4 จะรับรู้รายได้สูงถึงประมาณ 1,3611,511 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 100118 ล้านบาท
สำหรับปีหน้าแม้ว่ายังไม่ได้ประเมินอย่างละเอียดนัก แต่ “ศิริพงษ์” ยืนยันว่าได้ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตมากกว่าปีนี้อยู่แล้ว ตามปกติบริษัทนี้จะตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตปีละ 1520%
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง เชื่อว่า บริษัทนี้มีแนวโน้มจะโดดเด่นได้อีกสองปี เพราะทั้งบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ยังมีโครงการต่างๆ ต่อเนื่องถึงปีหน้า
AIT มีนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจ่ายในอัตราสูงถึง 6070% ของกำไรสุทธิมาตลอด เพราะฐานะบริษัทดีมีกำไรสะสมถึง 500 กว่าล้านบาท เมื่อมีกำไรมากก็จ่ายมาก ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนประมาณ 1 เท่า
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง วิเคราะห์ว่า AIT มีเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 9.5% ต่อปี ขณะที่ราคาหุ้นยังถูกซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เพียง 7.5% จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือ เป็นซื้อ และให้ราคาเหมาะสมที่ 48 บาทต่อหุ้น
บริษัทได้รางวัลบริษัทที่ผลประกอบการยอดเยี่ยมสองปีซ้อน ปีแรก ปี 2552 ได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะบริษัทจดทะเบียนยอดเยี่ยมที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท และปีนี้เพิ่งได้รางวัลบริษัทยอดเยี่ยมจากนิตยสารฟอร์บส์ โดยติด 1 ใน 200 บริษัทในเอเชียที่รายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ แม้ว่าหุ้นนี้จะไม่มีสภาพคล่องสูงนัก แต่ “ศิริพงษ์” กล่าวว่า มีแนวคิดจะเพิ่มสภาพคล่องในหุ้นที่หมุนเวียนในกระดานหุ้นให้มีการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อวัน
ปัจจุบัน “ศิริพงษ์” และครอบครัวถือหุ้น AIT 10% เขาเป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดขององค์กรและผู้ก่อตั้งบริษัทนี้และพัฒนาจนรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน
จากจุดเริ่มต้นของเด็กชายที่มีพ่อแม่เป็นครูประชาบาล ที่ต้องการให้บุตรชายได้รับการศึกษาสูงสุด จึงอดออมเงินเพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบินส่งลูกไปเป็นโรบินฮูด ทำงานไปเรียนไปจนจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มิชิแกน สหรัฐอเมริกา บินกลับมาเมืองไทยเริ่มงานแรกเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ บริษัท มัลติเนชั่นแนล แมเนจเมนท์ บริษัทที่ปรึกษาด้านไอที จากนั้นออกมาเป็นพนักงานขายเครื่องคอมพิวเตอร์บริษัท เกรียงพัฒน์ เป็นผู้จัดการฝ่ายขายเครื่องไพรม์ คอมพิวเตอร์ กลุ่มบริษัทซีดีจี
ต่อมาย้ายมาเป็นพนักงานขายบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ คอมมูนิเคชั่น เป็นผู้จัดการทั่วไปสายงานคอมพิวเตอร์และพัฒนาธุรกิจ (ปัจจุบันคือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น)
จากนั้นย้ายมาอยู่บริษัท ดาต้าเน็ท เครือชินวัตรที่ร่วมทุนกับสิงคโปร์ และลาออกมาเป็นผู้อำนวยการการตลาด บริษัท โฟนลิงค์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท โฟนพอยท์ ก่อนจะออกมาตั้ง AIT ในปี 2535 เพื่อประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
“ผมคลุกคลีตลาดไอทีมานานทั้งเอกชนและราชการ มีความถนัดด้านการขาย รู้จักลูกค้าดี รู้ว่าเทคโนโลยีมีการเติบโต ไม่เคยตาย ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น”
ตั้ง AIT 6 เดือนแรก ยอดขาย 6 ล้านบาท ต่อมากระโดดเป็น 100 ล้านบาท 150 ล้านบาท จากจุดเริ่มต้นปีแรกในฐานะผู้แทนจำหน่ายสินค้าได้ผลักดันให้บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจสู่การให้บริการด้านการติดตั้งระบบโครงข่ายสารสนเทศเพื่อให้งานบริการของบริษัทสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจรในปีที่สอง
ตลอดระยะเวลา 13 ปีจนถึงปัจจุบันนี้ บริษัทพร้อมให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอันหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและรับเหมาวางระบบโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาโปรแกรมระบบงาน การบริการบำรุงรักษา และการให้เช่าระบบสารสนเทศ จนกระทั่งปัจจุบันบริษัทมียอดขายสูงถึง 3,0004,000 ล้านบาท มีขนาดใหญ่ 1 ใน 5 ในบรรดาผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร







