
แรงงาน 4.0
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)ในปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ 300 บาท/วัน สำหรับแรงงานปกติ และ 1.5 หมื่นบาท/เดือน สำหรับปริญญาตรี การเพิ่มค่าแรงตามนโยบายดังกล่าวเป็นการเพิ่มอย่างก้าวกระโดด และถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และทำให้ผู้ประกอบการหนีไปใช้แรงงานต่างด้าวซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าแทน
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
ในปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ 300 บาท/วัน สำหรับแรงงานปกติ และ 1.5 หมื่นบาท/เดือน สำหรับปริญญาตรี การเพิ่มค่าแรงตามนโยบายดังกล่าวเป็นการเพิ่มอย่างก้าวกระโดด และถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และทำให้ผู้ประกอบการหนีไปใช้แรงงานต่างด้าวซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าแทน
ในปี 2560 รัฐบาลประยุทธ์ มีนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องนำแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบการจ้างแรงงานผ่าน MOU กล่าวคือต้องทำเรื่องจ้างผ่านบริษัทจัดหางานที่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1-2 หมื่นบาท/แรงงาน 1 คน ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ที่อาจสูงกว่าการจ้างแรงงานไทยเสียด้วยซ้ำ
มองผิวเผินการขาดแคลนแรงงานดูจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่จริงๆ แล้วผู้เขียนมองว่านี่เป็นโอกาสในการผลักดันให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนรูปแบบของเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ คือใส่ภูมิปัญญา องค์ความรู้ และนวัตกรรมลงไปในอาชีพที่ทํามากขึ้น เพื่อให้เกิดคุณค่าของงานมากขึ้น คือสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันเรียกว่า Thailand 4.0 นั่นเอง
น่าสังเกตว่า 2 ใน 5 ของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ S-Curve ใหม่ของประเทศ คือ หุ่นยนต์ และ Internet of Things (IoT) ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ดี หุ่นยนต์คือระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานที่กำหนดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทำงานซ้ำๆ ได้โดยไม่บ่นไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย ในขณะที่ IoT สามารถทำงานประเภทตรวจสอบข้อมูลทางไกลหรือควบคุมระบบจากทางไกล
หลายคนตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ หรือ IoT จะมาแย่งงานมนุษย์ใช่หรือไม่ จะว่าไปแล้วมีงาน 3 ประเภทที่มนุษย์ไม่ควรทำ เรียกสั้นๆ ว่างาน 3D หนึ่งคืองานที่สกปรก (Dirty) งานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปฏิกูล สองคืองานที่อันตราย (Dangerous) เช่น การทำงานในที่สูง ที่เสี่ยงภัย เป็นต้น สามคืองานที่ต้องทำซ้ำๆ น่าเบื่อ (Dull) เช่น แพ็กของลงกล่อง งานทั้ง 3D นี้ควรให้หุ่นยนต์หรือระบบเซ็นเซอร์ทำแทนคน
ปัจจุบันงานที่อันตรายใช้ระบบอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่แล้ว เช่น ญี่ปุ่นส่งหุ่นยนต์เข้าไปสำรวจความเสียหายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ปรับควบคุมสายอากาศแทนการส่งพนักงานปีนเสาโทรคมนาคมความสูง 120 เมตร ขึ้นไปตรวจสอบ ส่วนงานสกปรกและงานน่าเบื่อนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจลงทุนในหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไปแล้ว แต่ผู้ประกอบการรายย่อยยังต้องอาศัยแรงงานไทยและต่างด้าวกันอยู่ ซึ่งถ้ายังไม่รีบปรับตัวก็จะพบว่าในไม่ช้าแม้แต่แรงงานต่างด้าวก็จะไม่รับทำงานลักษณะนี้
ลองพิจารณาตัวเองดูว่างานปัจจุบันของเรานั้นเข้าข่ายที่จะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติและ IoT หรือไม่ หากวันหนึ่งๆ เรามีหน้าที่จดบันทึกข้อมูลและคีย์ข้อมูลลง Spreadsheet ทำกราฟสรุปให้ผู้บริหาร รับรองว่า IoT จะทำงานนี้ได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่าค่าจ้างของเราแน่ ดังนั้นเราควรทำงานที่ต้องอาศัยฝีมือ สมอง และองค์ความรู้ ดีที่สุดคือเป็นผู้ควบคุมหุ่นยนต์ อย่าปล่อยให้หุ่นยนต์มาควบคุมเรา n







