
สิงคโปร์-ไทย ศูนย์กลางฟินเทค
Mr.Fintechสวัสดีผู้อ่านกันอีกครั้งครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็มีโอกาสร่วมงาน Singapore FinTech Week มาแบบเต็มๆ เกือบสัปดาห์ วันนี้เลยอยากจะมาแชร์เรื่องราวว่า สิงคโปร์กำลังทำอะไรกันอยู่ และประเทศไทยเองจะก้าวไปจุดไหน
Mr.Fintech
สวัสดีผู้อ่านกันอีกครั้งครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็มีโอกาสร่วมงาน Singapore FinTech Week มาแบบเต็มๆ เกือบสัปดาห์ วันนี้เลยอยากจะมาแชร์เรื่องราวว่า สิงคโปร์กำลังทำอะไรกันอยู่ และประเทศไทยเองจะก้าวไปจุดไหน
สิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนามากที่สุดใน ย่านนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้สิงคโปร์เองก็เกิดภาวะ ชะงักงันในเชิงเศรษฐกิจ หลายๆ ธุรกิจที่เคยเป็นพระเอกก็ไม่เติบโตและถดถอยด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องออกมาหาธุรกิจที่เป็น Blue Ocean และน่าจะทำให้เกิด ชื่อเสียงและเป็นที่ดึงดูดได้
นั่นก็คือ FinTech Startup โดยสั่งให้แบงก์ชาติสิงคโปร์ที่เรียกอีกชื่อว่า MAS (Monetary Authority of Singapore) ทำแคมเปญพร้อมประกาศว่าจะให้สิงคโปร์เป็น FinTech Hub in the World (แซงหน้าลอนดอนที่มีปัญหาเรื่อง Brexit และฮ่องกงที่หลังๆ เหมือนจะโดนจีนกลืนๆ ไป)
เรื่องเด่นๆ ที่ MAS ลงมือทำมีดังนี้
1.การดึงดูดให้มาจดทะเบียน ซึ่งปกติแล้วสิงคโปร์เป็นประเทศที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินการทางธุรกิจง่าย (Ease of doing business) เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว
แต่ยังไม่พอ สิงคโปร์ได้เพิ่มด้วยการเสนอสถานที่ทำงานแบบ Co-working space ให้แบบฟรีๆ
พร้อมช่วยออกเงินเดือนบางส่วนให้ CEO และมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งบริษัทและบุคคลธรรมดา รวมทั้ง Working Permit ที่ให้ง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ แค่อ่านข้อแรก ก็ถือว่ามาแรงแซงโค้งประเทศอื่นเลย ทีเดียว
2.การสนับสนุนการเงิน ทั้งในส่วนของการระดมทุน (Fund raising) ที่ MAS สามารถทำได้เอง เมื่อเล็งเห็นว่าธุรกิจนั้นๆ หรือ Startup นั้นๆ มีความน่าสนใจ ก็สามารถลงทุนได้โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นธนาคาร หรือบริษัทใหญ่ๆ อย่างเดียว
เช่นเดียวกันก็ดึงดูดให้เหล่า Venture Capital มาลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
3.การเข้าถึงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ หรือเรื่อง e-KYC ก็สามารถทำได้ง่ายที่สิงคโปร์ เช่น มีฟินเทคที่ช่วยให้ผู้เช่าสามารถเซ็นบนออนไลน์กับ Agent ตอนไปดูห้องพักได้เลย โดยที่ผู้เช่าไม่ต้องไปสถานที่
นอกจากนี้ ก็จริงจังเรื่อง Blockchain เป็นอย่างมาก โดยมีโปรเจกต์หนึ่งที่ชื่อว่า UBIN ซึ่งจะเชื่อมข้อมูลทั้งหมดในประเทศบนแพลตฟอร์มนี้
นี่ก็เห็นความอลังการงานสร้างของสิงคโปร์ นอกจากจะมีของดีแล้ว ยังมีการทำตลาดประกาศย้ำลงไป เพื่อให้เป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางของโลกเกิดขึ้น ได้จริง
หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการจัดงาน Singapore FinTech Week ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ใหญ่กว่าปีแรก อีกเท่าตัว ซึ่งผมเองได้ไปเดินเต็มๆ มา 2 วันก็ต้อง ยอมรับจริงๆ ว่าทำได้ดี โดยมีฟินเทคสตาร์ทอัพมา ร่วมงานครบแทบทุกทวีป
สิ่งที่กล่าวมานั้นคือข้อดีของ Fintech Startup ที่ไปเริ่มก่อตั้ง แต่ปัญหาที่เจอคือ ในสิงคโปร์ถือว่าเป็นตลาดที่เล็กมากๆ เพราะมีประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้รายได้ของกิจการไม่พอเพียงที่จะขยายต่อไป
และนั่นคือโอกาสของประเทศไทย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 67 ล้านคน และยิ่งไปกว่านั้นคือเรามีประชากรมือถือมากกว่าประชากรคนเสียอีก อีกทั้งกว่า 80% ใช้สมาร์ทโฟน
ด้วยเหตุผลนี้ก็ทำให้ Fintech Startup จากสิงคโปร์ให้ความสนใจอย่างมากที่จะขยายกิจการมาที่ประเทศไทย และได้มองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับย่าน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งก็จะมีประชากรอีกร่วมๆ 165 ล้านคน ซึ่งนับเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
ลองดูสิครับว่าวันนึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ จากฟินเทคต่างประเทศเข้ามาอย่างมากมาย ข้อดีย่อมตกสู่ผู้บริโภคเป็นหลักที่จะได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
แต่ฟินเทคไทยก็จะเกิดปัญหาตามมา เพราะจะไม่สามารถแจ้งเกิดได้ ซึ่งผมเองก็ถือว่าฟินเทคไทยก็ต้องรีบพัฒนาตัวเองขึ้นมา
โดยเฉพาะความเฉียบคมทางด้านเทคโนโลยี แต่อย่างไรก็ตามก็ถือว่าไม่ใช่งานง่ายสำหรับฟินเทคสิงคโปร์ที่จะเข้ามา เพราะต้องศึกษาตลาดและเข้าใจวัฒนธรรมคนไทย และกฎหมายเป็นอย่างดี
ขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น แอพ Grab ของประเทศมาเลเซีย เข้ามาในไทยด้วยความเข้าใจ Pain Points ของคนไทยว่ามีคนจำนวน ไม่น้อยที่ไม่ค่อยพึงพอใจบริการของแท็กซี่
ต้องยอมรับว่า Grab เองทำความเข้าใจในวัฒนธรรมของคนไทยได้ดี โดยปรับให้มีบริการรับชำระค่าโดยสารด้วยเงินสด แทนที่จะรับแต่บัตรเครดิตอย่างเดียว แต่สุดท้าย Grab ก็ยังโตแบบติดๆ ขัดๆ เพราะกฎหมายยังไม่รับรองการดำเนินธุรกิจแบบนี้
ส่วนอีกตัวอย่างคือแอพที่ไม่เข้าใจตลาดไทยหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยคือ WhatsApp ซึ่งมาเร็วและกลับไปเร็วมาก
เพราะด้วยการใช้งานที่ไม่สะดวก สร้างกรุ๊ปยาก แถมเมื่อเจอ LINE ที่มีสติ๊กเกอร์น่ารักๆ แทนคำพูดที่จะต้องพิมพ์ ก็ทำให้คนหยุดใช้ WhatsApp และหันไปใช้ LINE (ทั้งที่เกือบทั้งโลกมีแต่คนใช้ WhatsApp)
จากตัวอย่าง 2 เหตุการณ์นี้ก็จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน และต้องติดตามว่าทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์จะขยับไปยังไงต่อในวงการฟินเทค
เราก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยของพวกเราจะเป็นเจ้าตลาดใน CLMV และมี FinTech Startup จากประเทศไทยที่เป็นคำตอบของลูกค้า
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการติดตามข่าวสารและ ความรู้ฟินเทค สามารถกด Follow ได้ที่ Facebook Krungsri Finnovate ครับ รับรองสนุกแบบมีสาระแน่นอนครับ







