
ไทยกับฮับผลิตรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนลงทุนยุคใหม่ (จบ)
& ฐนิตา ตุมราศวิน และณัฐพัช กิตติปวณิชย์ & Fund Management Groupการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องพยายามปรับตัวเข้าหาการผลิตชิ้นส่วนที่สามารถนำไปใช้ในยานยนต์สมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคต
& ฐนิตา ตุมราศวิน และณัฐพัช กิตติปวณิชย์ & Fund Management Group
การปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องพยายามปรับตัวเข้าหาการผลิตชิ้นส่วนที่สามารถนำไปใช้ในยานยนต์สมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคต
สำหรับรถยนต์สันดาปภายใน (ICEV) คันหนึ่งนั้นจะประกอบด้วยชิ้นส่วนราว 2-3 หมื่นชิ้น จึงมีเครือข่ายการผลิตในช่วงต้นน้ำของกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยหลักสามารถจำแนกหมวดหมู่ได้เป็น 3 ลำดับ (Tier) โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 3 (3rd Tier) มีหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนย่อย หรือจัดหาวัตถุดิบเพื่อป้อนผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 2 และผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 2 (2nd Tier) ป้อนชิ้นส่วนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 1 และสุดท้ายผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่ 1 (1st Tier) จะผลิตชิ้นส่วนจำพวกระบบส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง และตัวถัง ส่งให้โรงงานประกอบรถยนต์ต่อไป
จากการสำรวจของสถาบันยานยนต์ไทย พบว่าในไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วน 1st Tier อยู่ราว 450 ราย และผู้ผลิตชิ้นส่วน 2nd และ 3rd Tier อยู่ราว 1,100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตระบบส่งกำลัง อุปกรณ์กลุ่มไฟฟ้า ช่วงล่าง และตัวถังตามลำดับ
ในอนาคตเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ผู้ผลิตชิ้นส่วน 2nd และ 3rd Tier ของไทยอาจได้รับผลกระทบอยู่บ้าง เนื่องจากชิ้นส่วนประมาณ 70% ของ BEV มีความแตกต่างจากที่ใช้ใน ICEV ทั่วไป และ BEV ยังใช้จำนวนชิ้นส่วนน้อยกว่า ICEV ด้วย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งชิ้นส่วนบางชนิดจะสามารถดัดแปลงให้เข้ากับยานยนต์สมัยใหม่ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าชิ้นส่วนของผู้ผลิต 1st Tier ที่มีความคล่องตัวน้อยกว่า เพราะเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นตัวถัง ช่วงล่าง และระบบส่งกำลัง อย่างไรก็ดีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายราย ต่างให้ความสนใจที่จะวิจัยและพัฒนาการผลิตให้ก้าวหน้ารับกับนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง
แรงส่งรัฐสำคัญต่อ EV
นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม Next-Generation Automotive จะได้รับตาม พ.ร.บ. EEC และการลงทุนเสริมสร้างระบบการขนส่งพื้นฐานในพื้นที่แล้ว เรามองว่าการวางรากฐานระบบการศึกษาและฝึกฝนแรงงานทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่จะตั้งอยู่บนรากฐานของจุดยุทธศาสตร์การผลิตสำคัญใจกลางภูมิภาคอาเซียน
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์รัฐบาลมีแผนจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อทดสอบมาตรฐานยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาทำการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
นอกจากนี้ ภาครัฐหลายฝ่ายกำลังปรับนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยกระทรวงพลังงานกำลังเตรียมเปิดเสรีขายไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ที่แจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สามารถขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี โดยอัตราค่าไฟที่ขายให้กับ Charging Station จะเท่ากับอัตราที่รัฐจัดเก็บกับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก
ไม่นานมานี้กระทรวงการคลังมีมติเห็นชอบให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษ สำหรับรถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด (PHEV) โดยลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงประมาณครึ่งหนึ่งจากเดิม ขณะที่อัตราที่จัดเก็บกับ BEV ก็ถูกปรับลดลงจากเดิม 10% เหลือ 2% ด้วย
ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วนัก แต่ไทยนับว่ามีศักยภาพผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (ไฮบริด) เช่น PHEV ได้ และน่าจะมีการลงทุนในการผลิตรถยนต์ประเภทนี้ก่อนในระยะแรก ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศทั้งในด้านความชำนาญในการผลิต สร้างเครือข่ายการผลิต ตั้งกฎระเบียบข้อบังคับและเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างกว้างขวางในอนาคตต่อไป







