
ลงทุน Options คิดกำไรขาดทุนและวางหลักประกันอย่างไร?
ในการลงทุน Options นั้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะมีการบริหารเงินลงทุนและการคำนวณกำไรขาดทุนที่แตกต่างกันไป สำหรับผู้ซื้อ Options (Long Options) จะต้องจ่ายค่า Premium แต่ไม่ต้องวางหลักประกัน ในขณะที่ผู้ขาย Options (Short Options) จะได้รับค่า Premium จากผู้ซื้อในทันที แต่ต้องวางหลักประกันด้วย โดยในระหว่างที่เปิดสถานะอยู่นั้น มูลค่าของเงินวางหลักประกันก็จะถูกปรับมูลค่าไปตามการ Mark to Market ในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ขาย Options ถูกเรียกเก็บหลักประกันเพิ่มระหว่างที่ถือสถานะอยู่
ในการลงทุน Options นั้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะมีการบริหารเงินลงทุนและการคำนวณกำไรขาดทุนที่แตกต่างกันไป สำหรับผู้ซื้อ Options (Long Options) จะต้องจ่ายค่า Premium แต่ไม่ต้องวางหลักประกัน ในขณะที่ผู้ขาย Options (Short Options) จะได้รับค่า Premium จากผู้ซื้อในทันที แต่ต้องวางหลักประกันด้วย โดยในระหว่างที่เปิดสถานะอยู่นั้น มูลค่าของเงินวางหลักประกันก็จะถูกปรับมูลค่าไปตามการ Mark to Market ในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ขาย Options ถูกเรียกเก็บหลักประกันเพิ่มระหว่างที่ถือสถานะอยู่
ในการทำกำไรนั้น ทั้งผู้ซื้อและ ผู้ขาย Options จะสามารถทำได้ทั้งผ่านการปิดสถานะหรือรอจนกระทั่งสัญญาหมดอายุ โดยคำนวณกำไรขาดทุนของการลงทุนใน Options ผู้ลงทุนควรจะตัดสินใจประเมินจากราคาใช้สิทธิหรือ Strike Price เพราะค่า Strike Price จะใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกับราคาของหุ้นอ้างอิงและต้นทุนของผู้ลงทุนหรือค่า Premium ทั้งนี้กำไรขาดทุนที่จะเกิดขึ้นสูงสุดจากการซื้อและขาย Call กับ Put Options จะแตกต่างกัน โดยสามารถที่จะสรุปได้ดังนี้
o ในกรณีที่เป็นผู้ซื้อ Call Options (Long Call) จะมีกำไรสูงสุดได้ไม่จำกัด และการขาดทุนสูงสุดจะเท่ากับ Premium โดยจะมีจุดคุ้มทุนเท่ากับ Strike + Premium
o ในกรณีที่เป็นผู้ขาย Call Options (Short Call) จะมีกำไรสูงสุดเท่ากับ Premium แต่จะขาดทุนสูงสุดได้ไม่จำกัด และมีจุดคุ้มทุนเท่ากับ Strike + Premium
o ในกรณีที่เป็นผู้ซื้อ Put Options (Long Put) จะมีกำไรสูงสุดเท่ากับ (Strike - Premium) และขาดทุนสูงสุดเท่ากับค่า Premium โดยจุดคุ้มทุนจะเท่ากับ Strike - Premium
o ในกรณีที่เป็นผู้ขาย Put Options (Short Put) จะมีกำไรสูงสุดเท่ากับ Premium และขาดทุนสูงสุดเท่ากับ (Strike - Premium) โดยจุดคุ้มทุนจะเท่ากับ Strike - Premium
นอกจากนี้ ในการลงทุนจริงผู้ลงทุนยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย ได้แก่ ค่าคอมมิชชั่นซึ่งจะต้องจ่ายให้แก่ทางโบรกเกอร์ โดยค่าคอมมิชชั่นนั้นยังไม่รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT อีก 7% และหากถือสัญญาจนหมดอายุและต้องการใช้สิทธิ (Exercise) ก็จะมีค่าใช้จ่ายและ VAT อีกด้วย ในบางครั้งผู้ลงทุนอาจไม่คำนึงถึง ทำให้ได้กำไรต่ำกว่าที่คาดหรืออาจจะไม่ได้กำไร
ตัวอย่างที่ 1 ผู้ลงทุน Long Open SET50 Call 1125 เดือน ธ.ค. หรือ S50Z17C1125 จำนวน 20 สัญญา ที่ Premium 7 จุด หากค่า Commission เท่ากับ 85 บาท/สัญญา และ VAT คือ 7% ผู้ลงทุนต้องจ่าย Premium 20 x 7 x 200 = 2.8 หมื่นบาท และจ่ายคอมมิชชั่น + VAT 20 x 85 x 1.07 = 1,819 บาท หากผู้ลงทุนต้องการปิดสถานะ โดยการ Short Close S50Z17C1125 หาก ณ ขณะนั้นราคา Premium เท่ากับ 17 จุด ผู้ลงทุนจะรับ Premium 20 x 17 x 200 = 6.8 หมื่นบาท และต้องจ่าย Commission + VAT 20 x 85 x 1.07 = 1,819 บาทซึ่งจะคิดเป็นกำไร = 6.8-2.8หมื่น-(2 x 1819) = 36,362 บาท
ตัวอย่างที่ 2 ผู้ลงทุน Short Open SET50 Put 1050 เดือน ธ.ค. หรือ S50 S50Z17P1050 จำนวน 30 สัญญา ที่ Premium 5 จุด โดยมีค่าหลักประกัน IM 1,900 บาท/สัญญา และค่า Commission เท่ากับ 85 บาท/สัญญา และ VAT คือ 7% ผู้ลงทุนจะได้รับ Premium 30 x 5 x 200 = 3 หมื่นบาท แต่ต้องจ่าย Commission + VAT 30 x 85 x 1.07 = 2,728.50 บาท และทำการวางหลักประกัน 30 x 1900 = 5.7หมื่นบาท หากผู้ลงทุนต้องการปิดสถานะ โดยทำการ Long Close S50Z17P1050 หาก ณ ขณะนั้นราคา Premium เท่ากับ 2.3 จุด ผู้ลงทุนต้องจ่าย Premium 30 x 2.3 x 200 = 1.38 หมื่นบาท และค่า Commission + VAT 30 x 85 x 1.07 = 2,738.50 บาท แต่จะได้รับหลักประกันคืน 30 x 1,900 = 5.7 หมื่นบาท โดยคิดกำไรทั้งสิ้น = 3 หมื่น - 1.38 หมื่น - (2 x 2,738.50) = 10,723 บาท
ในกรณีที่ผู้ลงทุนถือครองสัญญาจนครบอายุตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) จะทำการตัดสินใจว่าจะ Exercise สัญญา Options แบบอัตโนมัติหรือไม่ โดยใช้ราคา Final Settlement Price ของสัญญานั้นตรวจสอบว่าฐานะสัญญาด้าน Long ที่ ITM (In The Money) มีกำไร (มากกว่าหรือเท่ากับค่า Commission ที่กำหนด) และใช้สิทธิโดยอัตโนมัติ กำไรที่ได้จะทำให้ Equity Balance ของบัญชีที่เป็นด้าน Long เพิ่มขึ้น (หักค่า Fee การใช้สิทธิ) ตัวอย่างเช่น
ผู้ลงทุน ก Long S50Z17C1125 50 สัญญา และผู้ลงทุน ข Short S50Z17C1125 50 สัญญาเช่นกัน หาก ณ วันสิ้นสุดสัญญา S50C1125 มี Final Settlement Price เท่ากับ 1153.02 จุด และสมมติว่า TFEX มีค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิของผู้ซื้อเท่ากับ 10 บาท/สัญญา โดยมี VAT 7% จะคิดเป็นกำไรขาดทุนดังนี้
o ผู้ลงทุน ก จะกำไร 50 x [(1153.02 - 1125) x 200 - (10 + 0.07) ] = 279,696 บาท
o ผู้ลงทุน ข จะขาดทุน 50 x [(1153.02 - 0 1125) x 200] = 280,200 บาท
กำไรจะถูกเพิ่มใน Equity Balance ของผู้ลงทุน ก โดยถูกหักออกจาก Equity Balance ของผู้ลงทุน ข ซึ่งขาดทุน ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ มากขึ้น โปรดติดต่อสอบถามกับทางโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่ ทั้งนี้หากค่าผู้ลงทุนมีกำไรเล็กน้อย อาจจะไม่ต้องการใช้สิทธิ สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อไม่ให้ระบบทำการใช้สิทธิอัตโนมัติกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบัญชีของท่าน ทั้งนี้หากท่านซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะสามารถระบุความประสงค์ผ่านระบบได้เอง







