
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (42)
วิมลพรรณ ปึตธวัชชัยครั้นเดือนถัดไป อุปัทวเหตุอันน่าสยดสยองอย่างเคราะห์ร้ายที่สุดได้ท่วมถึงพระนางทรงพระประชวร และพระประชวรโรคถึงสังหารพระชีวิต ซึ่งในชั้นแรก ดูเหมือนพอจะรักษาโรคให้หายได้ บรรดาแพทย์หลวงและฝรั่งเชื่อว่า พระภยามัยเช่นนี้ย่อมเป็นธรรมดาสำหรับสตรีมีครรภ์ไม่อัศจรรย์ ถึงน่าจะตระหนกตกใจอย่างใดเลย ด้วยเป็นแต่ทรงพระอาเจียนเนืองๆ และเบื่อพระอาหารเท่านั้น แต่อาการพระโรครุนแรงขึ้นครั้งหนึ่งในวันที่ 25 มิ.ย. พุทธศก 2395 คือวันปวดพระอุทร แพทย์หลวงถวายอภิบาล ทรงคลื่นเหียน และทรงพระอาเจียน ปวดพระอุทรอยู่เพียง 4-5 วัน ตั้งแต่วันจันทรุปราคาที่ 1 ก.ค. ก็ดูเหมือนพระนางหายประชวร ทรงพระสำราญเป็นปกติตลอดมาได้ราว 40 วัน ครั้นพระครรภ์ล่วงเข้า 7 เดือน พระโรคปวดพระอุทร ก็กลับเป็นมาเหมือนคราวก่อน และจับทรงพระอาเจียนร่ำไปในราตรี วันที่ 10 ส.ค.
วิมลพรรณ ปึตธวัชชัย
ครั้นเดือนถัดไป อุปัทวเหตุอันน่าสยดสยองอย่างเคราะห์ร้ายที่สุดได้ท่วมถึงพระนางทรงพระประชวร และพระประชวรโรคถึงสังหารพระชีวิต ซึ่งในชั้นแรก ดูเหมือนพอจะรักษาโรคให้หายได้ บรรดาแพทย์หลวงและฝรั่งเชื่อว่า พระภยามัยเช่นนี้ย่อมเป็นธรรมดาสำหรับสตรีมีครรภ์ไม่อัศจรรย์ ถึงน่าจะตระหนกตกใจอย่างใดเลย ด้วยเป็นแต่ทรงพระอาเจียนเนืองๆ และเบื่อพระอาหารเท่านั้น แต่อาการพระโรครุนแรงขึ้นครั้งหนึ่งในวันที่ 25 มิ.ย. พุทธศก 2395 คือวันปวดพระอุทร แพทย์หลวงถวายอภิบาล ทรงคลื่นเหียน และทรงพระอาเจียน ปวดพระอุทรอยู่เพียง 4-5 วัน ตั้งแต่วันจันทรุปราคาที่ 1 ก.ค. ก็ดูเหมือนพระนางหายประชวร ทรงพระสำราญเป็นปกติตลอดมาได้ราว 40 วัน ครั้นพระครรภ์ล่วงเข้า 7 เดือน พระโรคปวดพระอุทร ก็กลับเป็นมาเหมือนคราวก่อน และจับทรงพระอาเจียนร่ำไปในราตรี วันที่ 10 ส.ค.
ครั้นรุ่งขึ้น ก็ปรากฏพระอาการไข้ พระองค์ร้อนยิ่งขึ้นจนวันที่ 14 ส.ค. พ้นนั้นมาก็ทรงพระทุเลาขึ้น เกือบจะทรงพระสบายเหมือนคราวก่อน เป็นแต่ยังทรงอ่อนเพลียอยู่ เสวยพระ อาหารมิใคร่ได้ดังปกติ
ครั้นราตรีวันที่ 18 ส.ค. พระนางกลับล้มประชวรพระโรคอย่างเดิมอีก แต่ยิ่งร้ายแรงกว่าเคยเป็นมาครั้งก่อน การทรงคลื่นเหียนและทรงพระอาเจียนก็กำเริบเรื่อยทั้งทิวาราตรีกาลซ้ำรัญจวนพระอุทรรวดเร้า จนเห็นกันว่าน่าที่จะประสูติพระราชดนัยเสียเป็นแน่แล้วก็เป็นจริงสมคาดในวันเสาร์ที่ 20 ส.ค. เวลา 1 นาฬิกา หลังเที่ยง สมเด็จพระนางเจ้าพระอัครมเหสีประสูติพระราชกุมารบรมราชโอรสโดยเรียบร้อยและมีพระชนม์ เป็นแต่พระกำลังอ่อนและพระองค์ย่อม ทรงพระกันแสงและแสดงอาการอย่างชีวิต ทารกแรกเกิดโดยปกติเพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อส่อดุษฎีภาพทั่วไปในมิช้า พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายใน ฝ่ายหน้าก็มาชุมนุมเนืองอนันต์ เพื่อชื่นชมพระบารมีถวายพระพรรัชทายาทซึ่งเสด็จอวตารมาโดยมหาประสูติ ชาวประโคมก็ประโคมดุริยดนตรีเป่าสังข์กระทั่งแตรย่ำฆ้องชัยนฤนาทเพื่อสำแดงโสมนัสประโมทย์ในมหามงคลฤกษ์ เชิญพระราชโอรสบรรทม ณ พระแท่นแว่นฟ้าทองหุ้มด้วยพระกระโจมเศวตวัตถา สอดพระแสงราชาวุธ พระสมุด และดินสอ ฯลฯ ไว้รอบล้อมตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ระแวดระวังพิทักษ์พระกุมารอย่างกวดขันแต่ต่อเวลาพระประสูติมาอีก 3 ชั่วโมงเท่านั้น พระอัสสาสะ ประสาสะ พระราชกุมารก็หยุดลงเสียเฉยๆ ใน 4 นาฬิกา หลังเที่ยงวันนั้น พระชีพดำรงอยู่ได้น้อยเวลานัก เจ้าพนักงานเชิญพระศริระพระกุมาร (ลงกุมภ์ขนัน) ไปเสียเป็นการลับมิให้พระนางราชมารดาทราบเงื่อนสาย ทำประหนึ่งว่าเชิญไปพิทักษ์ไว้ในห้องอื่นด้วย แม้ประสูติพระราชกุมารแล้ว พระอาการพระนางก็ยังคงเป็นอยู่อย่างเดิม และในราตรีแรกพระอาการยิ่งกลับทรุดลงโดยทรงพระอาเจียนถี่จนนับครั้งมิได้ เสวยอะไรก็ทรงพระอาเจียนเสียหมด หายพระทัยขัดจวนเจียนจะเสียพระชีพลงในราตรีวันที่ 22 ส.ค. นั้นอยู่ร่อแร่ ได้ประชุมแพทย์หลวง ปรึกษากันเพื่อพยายามแก้ไขให้ฟื้น แต่ไม่มีแพทย์ไหนสามารถให้สงบพระอาเจียนได้แม้แต่เพียงครึ่งชั่วโมง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 2) กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงพยายามถวายยาฝรั่งเพียง 1 หรือ 2 หยด ฤทธิ์ยานั้นระงับพระอาเจียนซึ่งพระนางต้องทรงพระทรมานความลำบากมาเกือบตลอดคืนนั้นให้สงบลงได้ ค่อยทรงพระสบายถึงบรรทมหลับได้เมื่อ 4 หรือ 5 นาฬากา ก่อนเที่ยง
ครั้นรุ่นขึ้น (วันที่ 23 ส.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 2) กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และพระเจ้าบรมวงศ์ พระอนุวงศ์ องค์อื่นอีกหลายทั้งพระญาตินางในประชุมปรึกษากับแพทย์หลวงมากท่าน เพื่อจะให้หมอ ดี.บี.บรัดเลย์ ผู้เป็นหมออเมริกันซึ่งบัดนั้นอยู่ในกรุงสยาม และตรัสให้เชิญมาปรึกษาหารือด้วยนั้นเพื่อถวายอภิบาล
ลำดับนั้น หมอ ดี.บี.บรัดเลย์ ก็เริ่มรักษาตามวิธีแพทย์ฝรั่งอย่างใหม่ ซึ่งหมอผู้นั้นเอง เพิ่งพามาใช้ในกรุงสยาม
ในจำพวกชาวสยามไม่มีใครใคร่เชื่อนัก มีแต่เห็นจำเป็นสมควรจะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระนางเอง เพื่อให้ถวายอภิบาลตามลัทธิของไทยที่เคยใช้ในยามสตรีคลอดบุตรตามปรัมปรามาพระนางก็ต้องบรรทมเพลิงอย่างใช้กันทั่วประเทศ เมื่อแม่หญิงคลอดบุตร ถ้าจะห้ามเสียตามคำแนะนำของหมอฝรั่ง ทั้งขับนางในซึ่งรอบล้อมพระนางอยู่ให้ออกเสียสิ้น เหลือไว้น้อยนางเฉพาะที่นิยมนับถือหมอฝรั่ง ฉะนั้นก็ย่อมจะเป็นข้อเดือดร้อนทั่วไป
ตั้งแต่หมออเมริกันถวายอภิบาลอย่างฝรั่งมา ดูเหมือนพระอาการไม่ดีขึ้นเลย การที่ทรงคลื่นเหียนและทรงพระอาเจียนทั้งทรงสะท้านไข้ ก็ยังเป็นอยู่เสมอเป็นครั้งเป็นคราวไม่ระงับขาดตลอดเวลา 7 หรือ 8 วัน เมื่อถึงวันที่ 28 ส.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 7 จำเดิมแต่เจ้าฟ้าพระราชโอรสน้อยของพระนางสิ้นพระชนม์ (เจ้าฟ้าเป็นคำนำพระนามอันสมพระอิสริยยศพระราชโปดก ซึ่งประวัติจากพระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสีหรือขัตติยนารีอันสูงศักดิ์หรือประสูติจากเจ้านายชั้นอื่นๆ บรรดาพระมารดาทรงพระยศเป็นเจ้าฟ้า หรือเป็นเจ้าฟ้าทั้งอุภโตปักษ์ ในประเทศสยาม) พระนางเจ้าทรงทราบข่าวสิ้นพระชนม์แห่งเจ้าฟ้าพระราชโอรส จึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระอัครมเหสีพร้อมกัน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายมหัคฆภัณฑ์แด่พระสงฆ์ พุทธชิโนรสบรรดามาชุมนุม และทรงโปรยทานบรรจุเงินตราสยามในผลมะนาวพระราชาทาน แด่บรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้า บรรดาเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเวลาทรงบำเพ็ญทักษิณาทานุทิศนั้น การเช่นนั้นเป็นประเพณีการพระศพ สมเด็จพระราชโอรสเจ้าฟ้า (ต่อมาออกพระนามว่าเจ้าฟ้าโสมนัส) พระโอรสของสมเด็จพระนางเจ้าแม้มีพระชนม์อยู่เพียงชั่วสามนาฬิกาก็ยังคงได้ทรงรับเกียรติยศสมพระอิสริยศักดิ์
ตั้งแต่วันที่ 29 และ 30 ส.ค.มา พระอาการสมเด็จพระอัครมเหสีก็ทรุดลงพระอาเจียนเป็น สีดำสีเขียวและสีเหลือง ซึ่งแพทย์หลวงว่าเพราะน้ำพระดีผสมกับสิ่งอื่นในพระอันตะอันพิการนั้นหลั่งไหล ไข้ซึ่งเคยทรงจับนั้นก็สะท้านรุนแรงมากขึ้น จนพระเทพจรเต้นรุกเร่งถี่มาก หมอบรัดเลจึงกราบทูลอุทธรณ์ต่อองค์สมเด็จพระนางเจ้าเอง และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ขอให้เชิญเสด็จพระนางออกพ้นจากการบรรทมเพลิงอย่างธรรมเนียมไทย ให้หมอได้ถวายอภิบาลอย่างฝรั่งเต็มที่ตามพอใจทุกประการเถิด ก็ได้พระอนุญาตตามปรารถนา เพื่อถวายอภิบาลอย่างฝรั่งเต็มที่ในชั้นแรก พระอาการสมเด็จพระนางเจ้าดูเหมือนจะค่อยทุเลาขึ้น โดยหยุดคลื่นเหียนและไม่ทรงพระอาเจียน ทั้งไข้ก็ไม่ทรงจับแต่ยังเสวยมิใคร่ได้ ทั้งยังทรงอ่อนเพลียเป็นกำลัง
ปรากฏพระอาการดีขึ้นเป็นลำดับ จนถึงวันที่ 11 ก.ย. ทรงพระโศพะขึ้นที่พระบาทและพระอติสารอาการปรากฏแก่แพทย์หลวง และพระญาติพระมิตรข้าหลวง ต่างพากันตระหนกตกใจปรึกษากันตกลงขอให้ลองให้แพทย์หลวงถวายอภิบาลอย่างไทยอีก พูดตามจริงองค์สมเด็จพระนางเจ้าเอง ก็ทรงสำนึกมิพอพระทัย ด้วยมิทรงไว้พระหฤทัยและมิทรงเชื่อมิทรงโปรดหมอดี.บี.บรัดเลย์ เสียเลย ด้วยเป็นฝรั่งทรงเห็นว่าเป็นแขกบ้านค้านเมือง ทั้งวิธีถวายอภิบาลอย่างฝรั่งซึ่งถวายพระโอสถมีหยดสุราลงในน้ำเพียง 1 หรือ 2 ฉลองพระหัตถ์เท่านั้นให้เสวยบ่อยๆ ทั้งถ้อยคำของหมอฝรั่งคนนั้น หรือคนไทยที่เชื่อถือหมอก็จวนจะไม่น่าให้เชื่อได้เสียเลย ด้วยหมอรับว่ายังไม่เคยมีตัวอย่างคนไข้ที่ไหนที่หมอเคยรักษามีอาการเหมือนองค์พระนางเลยแต่สักรายเดียว n







