posttoday
กากกาแฟที่อังกฤษ กำลังไปได้ไกลกว่าปุ๋ย

กากกาแฟที่อังกฤษ กำลังไปได้ไกลกว่าปุ๋ย

29 พฤศจิกายน 2560

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างกากกาแฟเป็นส่วนเกินของการผลิตกาแฟนะครับ หลายๆ ร้านก็พยายามหาทางกำจัดกากกาแฟเหล่านี้ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ตามแต่พละกำลังจะไปถึงได้ โดยมากเท่าที่เห็นก็คือเอาไปทำปุ๋ยกันซะเยอะ ผสมกับเศษอาหาร หรือซากพืชต่างๆ ที่พอมีกำลังมาหน่อยก็จะทำอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น บางทีก็เอากากกาแฟไปผสมทำเป็นเชื้อเพลิงก็มี หรือหากมีทุนมากเข้าไปอีกก็ลงทุนทำวิจัยเอากากกาแฟเหล่านี้มาอัดรวมกัน ใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้ ทำของตกแต่งบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง

กากกาแฟเป็นส่วนเกินของการผลิตกาแฟนะครับ หลายๆ ร้านก็พยายามหาทางกำจัดกากกาแฟเหล่านี้ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ตามแต่พละกำลังจะไปถึงได้ โดยมากเท่าที่เห็นก็คือเอาไปทำปุ๋ยกันซะเยอะ ผสมกับเศษอาหาร หรือซากพืชต่างๆ ที่พอมีกำลังมาหน่อยก็จะทำอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น บางทีก็เอากากกาแฟไปผสมทำเป็นเชื้อเพลิงก็มี หรือหากมีทุนมากเข้าไปอีกก็ลงทุนทำวิจัยเอากากกาแฟเหล่านี้มาอัดรวมกัน ใช้เป็นวัสดุทดแทนไม้ ทำของตกแต่งบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

ร้านกาแฟสาขาส่วนมาก มักหาวิธีที่จะเหลือของทิ้งออกจากร้านให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะขยะเหล่านี้มีต้นทุนในการกำจัดไม่ถูกเลย การจะต้องมาเวียนเงิน ปีหนึ่งหลายๆ บาทให้กับของที่เราไม่ใช้แล้วก็ไม่ใช่เรื่อง แนวความคิดแบบนี้ทำให้ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมกาแฟเท่านั้นที่ตื่นตัว เรียกว่าทุกภาคส่วนก็เห็นไม่แตกต่างกัน

ในหนังสือ Resource Revolution ของ Stefan Heck, Matt Rogers และ Paul Carroll เขียนไว้ถึงการปฏิวัติธุรกิจในอนาคตว่า คลื่นลูกต่อไปของการทำธุรกิจก็คือ การหาวิธีในการลดขยะ หรือใช้พลังงานทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในบางธุรกิจ ที่ผู้ผลิตเริ่มค้นพบความจริงว่า การผลิตสินค้าจากวัสดุรีไซเคิลใช้ต้นทุนน้อยกว่า ดีกว่ามาก อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจพลาสติก ธุรกิจเหล็ก ฯลฯ ธุรกิจพวกนี้บอกเลยว่าการหลอมวัตถุดิบจำพวกเหล็ก อะลูมิเนียม หรือสเตนเลสจากวัสดุที่ทิ้งไปแล้วนั้นดีกว่าหลอมใหม่มาก เพราะลดขั้นตอนการผลิตและใช้พลังงานน้อยกว่า เพราะอย่าลืมว่าธุรกิจรถยนต์ โดยทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงการนำไปใช้ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ก่อมลพิษให้กับโลกมากที่สุด

เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2017 นี้เอง บริษัท Bio-bean ด้วยความร่วมมือกับบริษัทน้ำมัน Royal Dutch Shell ประกาศโครงการริเริ่มที่จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบใหม่ สำหรับรถโดยสารสองชั้นสีแดง (Double Decker) ในกรุงลอนดอน เพื่อหาทางในการลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ โดยเชื้อเพลิงที่ว่านี้จะได้มาจาก "กากกาแฟ" ซึ่งจะถูกผสมกับน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงชีวภาพสัดส่วนกากกาแฟ 20% ของน้ำมันทั้งหมด Bio-bean ร่วมมือกับร้านกาแฟสาขาอย่าง Costa และ Caffe Nero ในการรวบรวมกากกาแฟที่เหลือใช้จากร้าน ไม่น่าเชื่อว่าแค่สองแบรนด์นี้ก็สามารถสร้างกากกาแฟที่ต้องกำจัดทิ้งกว่า 5 แสนตัน/ปี

น้ำมันน้ำรุ่นแรกที่ทางบริษัทจะผลิตให้การขนส่งของกรุงลอนดอนได้จำนวนประมาณ 6,000 ลิตร สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับรถโดยสาร Double Decker (สีแดงๆ สัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนนั่นแล) ได้หนึ่งคันเป็นเวลาหนึ่งปี

อาจฟังดูเป็นจำนวนไม่มากเลยเมื่อเทียบกับว่า โดยรวมรถโดยสารในกรุงลอนดอนต้องใช้น้ำมันดีเซลรวมถึง 240 ล้านลิตร/ปี แต่หากคิดว่านี่เป็นโครงการนำร่องสำหรับการพัฒนาต่อเพื่อไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต อย่างในทวีปอเมริกาที่คนดื่มกาแฟมากกว่าคนที่ลอนดอนเกือบเท่าตัวแล้วละก็ ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างมาก (โดยเฉลี่ยคนลอนดอนดื่มกาแฟเพียงวันละ 2.3 แก้ว/วัน) หากโครงการนี้ไปได้สวย มันจะทำให้เกิดวงจรธุรกิจใหม่ขึ้นมา การซื้อขายใหม่ขึ้นมา และเปลี่ยนจากขยะไปเป็นวัตถุดิบที่แสนมีค่า ซึ่งทั้งร้านกาแฟสาขา บริษัทผู้ผลิตน้ำมันและ ผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์แบบครบวงจร

Bio-bean และกรมการขนส่งลอนดอนยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการนี้ร่วมกัน โดยจะนำเอาของเหลืออื่นๆ จากห้องครัว ไม่ว่าจะเป็นไขมันจากพืช สัตว์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลให้มากขึ้นทดลองเชื้อเพลิงใหม่ๆ ในระยะยาวนอกเหนือจากมันจะช่วยลดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากมลภาวะกว่า 9,000 คนแล้ว ใครจะคิดครับว่าวันหนึ่งกากกาแฟจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้พลังงาน และมันอาจจะใหญ่กว่าที่เราคิดก็ได้

ตุนกากกาแฟไว้ก่อนล่วงหน้าเลยจะดีไหม เผื่อขายได้ราคา

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ