
เกาหลีใต้ขึ้นดอกเบี้ย นำเอเชียสู่ยุคตรึงการเงิน
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) มีมติ 6-1 เสียง ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% เป็น 1.50% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 และยังเป็นการปรับขึ้นเป็นชาติแรกในเอเชีย นอกเหนือจากศรีลังกา เมื่อนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งได้ราว 3% ในปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ฟื้นตัวทั่วโลกในปีนี้
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) มีมติ 6-1 เสียง ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% เป็น 1.50% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 และยังเป็นการปรับขึ้นเป็นชาติแรกในเอเชีย นอกเหนือจากศรีลังกา เมื่อนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งได้ราว 3% ในปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ฟื้นตัวทั่วโลกในปีนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ผิดคาดจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์ส ซึ่ง 18 ใน 21 คน ต่างคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว และยังเป็นจุดสิ้นสุดการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ตลอดมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การขึ้นดอกเบี้ยของเกาหลีใต้ยังเกิดขึ้นขณะที่มีคาดการณ์อย่างแพร่หลายว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งสุดท้ายของปีภายในการประชุมวันที่ 12-13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดขึ้นไปอยู่ที่ 1.5% ส่งผลให้ก่อความกังวลจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
สู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเกาหลีใต้อาจทำให้ประเทศอื่นในเอเชียเดินตามรอย แต่คาดว่าจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเป็นการลดมาตรการผ่อนคลายมากกว่าจะเป็นการตรึงนโยบายการเงินอย่างแท้จริง เนื่องจากปริมาณหนี้ทั่วภูมิภาคที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริโภคภายในของเอเชียเสี่ยงต่อปัจจัยดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าเดิม
"ธนาคารกลางเกาหลีใต้จุดชนวนวัฏจักรการคุมเข้มทางการเงินของเอเชีย หลังจากใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมายาวนานทั่วภูมิภาค ผู้กำหนดนโยบายการเงินเริ่มที่จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น" เฟรเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียของ เอชเอสบีซี กล่าว
บลูมเบิร์กระบุว่า มี 2 ประเทศที่มีแนวโน้มเดินตามรอยเกาหลีใต้ ได้แก่ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยในส่วนของมาเลเซียนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า มาเลเซียจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดภายในการประชุมครั้งแรกของปี 2018 ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ม.ค. เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุดตั้งแต่ปี 2014 เมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.2%
เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัว 6.9% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกโรงเตือนให้ฟิลิปปินส์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว เนื่องจากมีการก่อหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นและการลงทุนทางการคลังโดยไม่มีการปฏิรูประบบภาษี จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงมากเกินไป
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กระบุว่า ยังมีปัจจัยอื่นที่ธนาคารกลางจะต้องพิจารณาด้วย คือ อัตราการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปี 2018 ซึ่งจะเปิดเผยคาดการณ์หลังการประชุมเดือน ธ.ค.นี้
เฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ขึ้นแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส สหรัฐเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมด วาระในเดือน ก.พ.ปีหน้า ว่า การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นมาตรการที่ เหมาะสม เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวในปีนี้ และเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เยลเลน ระบุว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐที่มากกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 660 ล้านล้านบาท) เป็นระดับที่สูงมาก ขณะที่แผนปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันยังมีแนวโน้มจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ผู้ว่าการเฟดยังแสดงทัศนะต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดว่า มูลค่าสินทรัพย์ในปัจจุบันสูงเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานทางประวัติศาสตร์ แม้ความเสี่ยงต่อระบบการเงินยังคงอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากระบบธนาคารมีความแข็งแกร่งเพียงพอและมีการบริหารจัดการหนี้ได้ดี
ชี้เอเชียรับมือไหว
ทาเคะฮิโกะ นากาโอะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า เอเชียสามารถรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐได้ เนื่องจากสกุลเงินของภูมิภาคในปัจจุบันมีเสถียรภาพ และเศรษฐกิจทำผลงานได้ดี รวมถึงมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ
"ผมไม่คิดว่าการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ จะกระทบอย่างหนักต่อเอเชีย" ประธานเอดีบี กล่าว
นากาโอะ ระบุว่า จีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของจีน จะเผชิญหน้ากับการชะลอตัวระหว่างที่จีนกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจจากการผลิตและการลงทุน เป็นการบริโภคและการบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ







