
ทำให้ประชาชนมีสุข
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้คณะรัฐมนตรีทุ่มเทในการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความสุขความปลอดภัย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้คณะรัฐมนตรีทุ่มเทในการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความสุขความปลอดภัย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ในการนี้ได้มีพระราชดำรัสต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ว่า ให้คณะรัฐมนตรีทุ่มเทในการแก้ปัญหาประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความสุข ความมั่นใจ ความปลอดภัย งานในหน้าที่ย่อมมีอุปสรรคและข้อผิดพลาด ให้ใช้ปัญญา ความมุ่งมั่นที่ดี และกำลังใจ ก็จะแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้
คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ขับเคลื่อนปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ ขอให้คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงปฏิบัติไว้มากมาย ให้ศึกษาพระราชกรณียกิจและพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทาง ที่ประชาชนต้องการ
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า นายกฯ ได้มอบหมายภารกิจให้ดูแลการส่งออก แสวงหาตลาดใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการดูแลราคาสินค้าเกษตร และดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็งขึ้น
"ระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่เหลือในการทำงานของ ครม.ชุดนี้ ถึงจะเป็นเวลาที่เหลืออยู่น้อยเหมือนเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล ซึ่งมีภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ ถามว่าหนักใจหรือไม่ในเรื่องเป้าหมายส่งออกที่สูงขึ้น หรือในเรื่องอื่นๆ ก็คงต้องทุ่มเทให้มากขึ้น" นายสนธิรัตน์ กล่าว
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.คาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีหน้าอยู่ที่ 3.8% โดยจะได้การลงทุนของรัฐและเอกชนผลักดันแทนการส่งออกที่จะเริ่มชะลอตัวลง เพราะในปีนี้มีฐานตัวเลขที่สูง ด้วยเหตุผล 2 ประการนี้ และการที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง เป็นปัจจัยที่จะทำให้ค่าเงินบาทในปีหน้าอ่อนค่าลง
"เริ่มเห็นการลงทุนภาครัฐและเอกชนกลับมา การนำเข้าจึงน่าจะเพิ่มขึ้น ขณะนี้ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.57 บาท แข็งค่าแล้ว 9.93% เทียบสิ้นปีก่อน เป็นอันดับ 2 รองจากค่าเงินวอนเกาหลีใต้ ที่แข็งค่า 11.8% แต่ใกล้เคียงค่าเงินริงกิตมาเลเซีย ที่แข็งค่า 9.73% ถ้านับจากเดือน มิ.ย. 2560 ถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าอันดับ 3 รองจากเงินวอน และเงินริงกิต หาก ธปท.ไม่ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทคงแข็งค่ามากกว่านี้แล้ว โดย ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปจะเข้าไปดูแลบ้างเพื่อให้เวลาผู้ส่งออกปรับตัว" นายดอน กล่าว







