
นักลงทุนโหวตDWร้อนกว่าฟิล์มแรงกว่าเฮียฮ้อ
“DW” สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนระยะสั้น เพราะต่างได้กำไรกันเป็นกอบเป็นกำ ด้วยเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนกลับมองด้วยสายตาที่หวาดระแวง...
“DW” สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนระยะสั้น เพราะต่างได้กำไรกันเป็นกอบเป็นกำ ด้วยเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนกลับมองด้วยสายตาที่หวาดระแวง...
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
ในรอบ 1-2 สัปดาห์นี้ ต้องบอกว่า นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีเรื่องให้เมาท์เมามันกันอยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องร้อนๆ และแรงๆ เรื่องหนึ่งก็คงหนีไม่พ้น “กรณีรักไม่ลงตัว” ของนักร้องคนดังแห่งค่ายอาร์เอส “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” กับ|นักแสดงสาว “แอนนี่ บรู๊ค” ที่ร้อน จนทำให้ “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” บิ๊กบอสเจ้าของค่ายอาร์เอส ต้องออกมาทำสิ่งที่สร้างผลกระทบรุนแรง (เกินคาด)
แต่เรื่องที่ร้อนและแรงไม่แพ้กัน สำหรับนักลงทุน คือ “DW” ที่สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนระยะสั้น เพราะต่างได้กำไรกันเป็นกอบเป็นกำ ด้วยเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนกลับมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงว่า “DW” ที่หลายคนกำลังสนุกสนานอยู่นั้น น่าจะเป็น “รักต้องห้าม” เพราะน่ากลัวกว่าหุ้นปั่นเสียอีก
และอีกหลายคนที่ไม่ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นกันแบบรายวัน หันมาเห็นอีกทีถึงกับตาลุกวาวว่า หุ้นอะไรหนอ ชื่อแปลกๆ ยาวๆ แต่วิ่งได้วิ่งดี จนต้องเหลียวหลังกลับมามอง เพราะฉะนั้นไม่รอช้าต้องพาไปขุดคุ้ยว่า “ความจริง” มันจะเป็น รักจริงหวังแต่ง รักหลอกฟัน หรือรักต้องห้าม กันแน่
DW ไม่ใช่หุ้น
จริงๆ แล้ว DW เกิดขึ้นมาได้ปีกว่าๆ แล้ว โดย DW ตัวแรกถือกำเนิดขึ้นเมื่อ|วันที่ 2 ก.ค. 2552 เพราะฉะนั้นคนชื่นชอบความแปลกใหม่อาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่อาจจะยังไม่อู้ฟู่เตะตาได้เท่ากับไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ อาจเพราะภาวะตลาดหุ้นที่บวกได้บวกดี ทั้งจำนวน DW ที่บริษัทหลักทรัพย์นำออกมาขาย ที่ตอนนี้นับได้ 17 ตัวเข้าไปแล้ว ช่วยกันผสมโรงให้คึกคัก
บริษัทหลักทรัพย์ที่ออก DW เป็นเจ้าแรก และยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในตอนนี้ คือ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) โดยออก DW ตัวแรก ที่ชื่อว่า PTT13CA ซึ่งเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นสามัญของ บริษัท ปตท. และจากจำนวน DW 17 ตัวที่มีการซื้อขายอยู่ในตอนนี้ก็เป็นของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ไปแล้ว 13 ตัว ดูได้จาก DW ที่มีเลข 13 อยู่ในชื่อ
DW หรือ Derivative Warrants ไม่ใช่หุ้น แต่เป็น “ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์” ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) ดังนั้นคนที่คุ้นเคยกับ Warrants อยู่แล้ว DW ก็ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะลงทุน เพียงแต่ DW มีความแตกต่างกับ Warrants อยู่เล็กน้อย
ผู้ออก – คนที่จะออก Warrants ได้ก็ต้องเป็นตัวบริษัทเอง เช่น บริษัท ABC ก็จะเป็นผู้ออก ABC-W1 ออกมาขายให้กับนักลงทุน แต่คนที่จะออก DW มาขายจะเป็นใครก็ได้ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยอาจจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารก็ได้
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน DW นอกจากจะต้องดูว่าเป็น DW ที่อ้างอิงกับหุ้นอะไรแล้ว ต้องดูด้วยว่าใครเป็นผู้ออก DW ตัวนั้น (ซึ่งสังเกตได้จากชื่อของ DW) โดยหนึ่งในความเสี่ยงของ DW เพราะการใช้สิทธิของ DW เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ออก DW นักลงทุนจึงต้องพิจารณาฐานะการเงินและความน่าเชื่อถือของผู้ออก DW ด้วย
หุ้นอ้างอิง – เพราะคนที่ออก Warrants เป็นตัวบริษัทเอง จึงมีหุ้นของบริษัทตัวเองเป็นหุ้นอ้างอิง แต่ถ้าเป็น DW จะอ้างอิงได้เฉพาะหุ้นที่อยู่ใน SET50 เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็น DW จะวนเวียนอยู่กับหุ้นใหญ่ๆ อย่าง PTT, PTTEP และ BANPU
ประเภทของสิทธิ – สำหรับ Warrants เป็น “สิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท” แต่ DW จะมีสิทธิอยู่ 2 แบบ คือ “สิทธิที่จะซื้อ” (Call Warrant) และ “สิทธิที่จะขาย” (Put Warrant)
การใช้สิทธิ – เมื่อถึงเวลาที่ต้องแปลงสภาพ Warrants บริษัทผู้ออกจะต้องออกหุ้นเพิ่มทุนมารองรับการใช้สิทธิให้นักลงทุนนำ Warrants มาแปลงเป็นหุ้น จึงมี Dilution Effect ต่อตัวหุ้น แต่หากเป็น DW จะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะบริษัทผู้ออก DW ไม่ต้องออกหุ้นเพิ่มทุนมาเพื่อรองรับการใช้สิทธิ จึงไม่เกิด Dilution Effect ต่อหุ้นอ้างอิง
อายุของหลักทรัพย์ – โดยทั่วไป DW จะมีอายุระหว่าง 2 เดือน ถึง 2 ปี แต่ นฤมล อาจอำนวยวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) บอกว่า ส่วนมากบริษัทที่ออก DW จะกำหนดอายุประมาณ 6 เดือน ขณะที่อายุของ Warrants จะขึ้นอยู่กับการกำหนดของบริษัทจดทะเบียนเอง ซึ่งมักจะอายุน้อยกว่า 10 ปี
นอกจากนี้ สิ่งที่ DW พิเศษกว่า Warrants คือ DW จะมี “ผู้ดูแลสภาพคล่อง” ที่จะคอยรับซื้อ หรือขาย DW ให้กับนักลงทุน เพื่อให้คนอยากซื้อต้องได้ซื้อ และคนอยากขายต้องได้ขาย
ชื่อแปลกตา แต่ไม่แปลกใจ
ถ้าเห็นชื่อแปลกๆ และยาวๆ ของ DW อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะจริงๆ แล้วเข้าใจได้ไม่ยาก โดยชื่อย่อของ DW จะประกอบไปด้วยตัวอักษรและตัวเลขไม่เกิน 8 หลัก เช่น PTTC13CA, PTTE13CB, SCB08CA, IVL01PA และ SCC13CA
ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่อยู่ด้านหน้าจะเป็นชื่อย่อของหุ้นอ้างอิง แต่จะกำหนดไว้ไม่เกิน 4 ตัวแรก เช่น PTTE13CB เป็น DW อ้างอิงหุ้น PTTEP แต่ใช้ตัวอักษรได้แค่ 4 ตัว จึงเหลือแค่ PTTE
ต่อจากตัวอักษรที่บอกชื่อย่อหุ้นอ้างอิงแล้ว จะเป็นตัวเลข 2 หลัก ที่บอกว่า ใครเป็นผู้ออก DW ตัวนี้ โดยในปัจจุบันมีอยู่ 3 บริษัท คือ 01 คือ บล.บัวหลวง, 08 คือ เอเซีย พลัส และ 13 คือ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)
ตัวอักษรตัวถัดไป คือ C หรือ P ซึ่งจะเป็นตัวที่บอกว่า DW ตัวนี้ เป็น “สิทธิที่จะซื้อ” (Call Warrant) หรือ “สิทธิที่จะขาย” (Put Warrant) โดยหากเป็น สิทธิที่จะซื้อ จะใช้ตัวอักษร C และใช้ตัวอักษร P ถ้าเป็น สิทธิที่จะขาย ซึ่งในปัจจุบันมี DW เพียงตัวเดียวที่เป็นสิทธิที่จะขาย คือ IVL01PA
ขณะที่ตัวอักษรตัวสุดท้าย จะหมายถึงรุ่นของ DW ที่ออกโดยผู้ออกรายเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มจากตัวอักษร A-Z แล้วจึงต่อด้วย 1-9 เช่น บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ออก DW อ้างอิงกับหุ้น PTT ออกมา 3 รุ่น คือ A, B และ C จะใช้ชื่อ PTT13CA, PTT13CB และ PTT13CC
เพราะ DW มีชื่อที่ดูเหมือนๆ กัน ทำให้รักลงทุนต้องระมัดระวังในการส่งคำสั่งซื้อขาย เนื่องจากแต่ละรุ่นของผู้ออกแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน หรือแม้แต่ผู้ออกรายเดียวกัน หุ้นอ้างอิงตัวเดียวกัน แต่คนละรุ่นกันก็มีความแตกต่างกัน เช่น PTT13CB และ PTT13CC ที่อ้างอิงกับ PTT ที่ออกโดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เหมือนกัน แต่ “ไส้ใน” ต่างกัน ตั้งแต่ราคาเสนอขาย ราคาใช้สิทธิ และอัตราการใช้สิทธิ
เช่นเดียวกับ DW ที่อ้างอิงกับ IVL ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ 2 แห่ง คือ IVL13CA ออกโดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) และ IVL01CA ออกโดย บล.บัวหลวง แม้จะกำหนดอัตราการใช้สิทธิ (หลักทรัพย์ : หลักทรัพย์อ้างอิง) ในอัตรา 2:1 เช่นกัน แต่ราคาเสนอขายและราคาใช้สิทธิต่างกัน
และที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ตัวอักษร C หรือ P เช่น IVL01CA และ IVL01PA เพราะทั้งสองตัวนี้มีความแตกต่างกันเพียงจุดเดียว คือ C กับ P ที่มีมุมมองต่อหุ้น IVL กันคนละทาง โดยหากเชื่อว่า หุ้น IVL จะปรับเพิ่มขึ้น ก็ต้องลงทุน IVL01CA แต่ถ้าเชื่อว่า หุ้น IVL จะปรับลดลงก็ต้องเปลี่ยนข้างไปลงทุน IVL01PA
ใช้เงินน้อย แต่เร็ว & แรง
เป็นธรรมดาของหลักทรัพย์ที่เป็น “อนุพันธ์” ที่จะต้องมีข้อดีแบบเดียวกัน คือ เสมือนว่าได้ลงทุนหลักทรัพย์ราคาสูงๆ ด้วยเงินเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกว่ามี Leverage คือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นอ้างอิง แต่ได้ผลเหมือนกับการลงทุนในหุ้นอ้างอิง
ถ้าลงทุนใน Call Warrant แล้วหุ้นอ้างอิงขึ้นไปตามคาด นักลงทุนก็มีกำไร และถ้าลงทุนใน Put Warrant แล้วหุ้นอ้างอิงปรับลดลงตามคาด นักลงทุนก็มีกำไร เช่น หุ้น PTT ตอนนี้ ซื้อขายกันอยู่แถวๆ 297 บาท/หุ้น แต่ถ้าซื้อ PTT13CB ตั้งแต่การเสนอขายครั้งแรกจะสามารถซื้อได้ในราคาหน่วยละ 1.98 บาท อัตราการใช้สิทธิ 20 : 1 เท่ากับว่า ถ้าถือรอจนวันใช้สิทธิก็ใช้ DW 20 หน่วย ไปแลกหุ้น PTT ได้ 1 หุ้น
แต่สิ่งที่ทำให้ DW ร้อนและแรง|ขึ้นมาได้ คือ อัตราการทำกำไรที่ทำให้|นักลงทุนตาโตได้ภายในไม่กี่วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงสำหรับนักลงทุนแบบ Day Trade เช่น ส.ค. และขายเมื่อวันที่ 30 ก.ย. จะได้กำไร 15.56% แต่ถ้าเปลี่ยนใจมาลงทุน PTT13CB ในช่วงเวลาเดียวกัน ด้วยเงินจำนวนเดียวกัน จะได้กำไรถึง 253%
และที่มากไปกว่านั้น คือ DW ไม่มี Ceiling และ Floor ทำให้วิ่งขึ้นและลงได้อิสระ ไม่เหมือน Warrant ที่ขึ้นลงได้เพียง 30% ของราคาหุ้นแม่เท่านั้น (แปลว่า กำไร/ขาดทุนมากสุดแค่ 30% ในแต่ละวัน) ทำให้ “กำไรได้ไม่จำกัด” และบ่อยๆ ครั้งที่เห็น DW ดาหน้าขึ้นมาอยู่ใน 10 อันดับหลักทรัพย์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ราคา PTTE13CB ปรับเพิ่มขึ้น 64.81% และวันที่ 29 ก.ย. ราคา PTTC13CA เพิ่มขึ้น 42.49%
ขณะที่ “ขาดทุนจำกัด” เพราะไม่มีโอกาสติดลบ ไม่ต้องถูกเรียกเงินประกันเพิ่ม ลงทุนไปแค่ไหน โอกาสขาดทุนก็แค่นั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว การใช้คำว่าขาดทุนไม่จำกัดอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไร แต่ถ้าบอกว่า ขาดทุนมากสุด คือ หมดหน้าตัก (ทุนที่ลงไป) น่าจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่า
แต่การซื้อขาย DW จะมาหลงระเริงซื้อๆ ขายๆ ไม่ดูวัน ไม่ดูเวลาไม่ได้ เพราะอย่างที่รู้ DW มีอายุจำกัด เพราะฉะนั้นใกล้ๆ วันหมดอายุควรจะหลีกเลี่ยง โดย นฤมล แนะนำว่า 1 เดือน ก่อนที่ DW จะหมดอายุต้องขายออกให้หมด และไม่ควรถือไว้จนครบกำหนด (ใช้สิทธิแลกเป็นหุ้น) เพราะจะมีภาระภาษีจากส่วนต่างเงินสดที่ได้รับจากการใช้สิทธิด้วย
ทีนี้คงพอจะบอกได้ว่า ควรจะรัก DW แบบไหน แต่ที่แน่ๆ อย่ารัก หลง จนมึนเมาไปให้เขาหลอกฟัน และถ้าใครที่ยังไม่แน่ใจก็ค่อยๆ หยอดเงินลงไปสัก 5-10% ชิมลางดูก่อนว่าพอจะรักจริงหวังแต่งได้หรือไม่ แต่คนที่แค่เห็นราคาวิ่งขึ้นวิ่งลงก็ใจสั่น คงต้องปล่อยให้เป็น “รักต้องห้าม” ต่อไป







