
Marketplace ฟีเจอร์ใหม่เฟซบุ๊ก กระตุ้น หรือกระทบอี-คอมเมิร์ซ
หลายท่านที่ใช้เฟซบุ๊กคงจะเริ่มผ่านหูผ่านตากันบ้างแล้วกับไอคอนรูปหน้าร้าน ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรองรับบริการใหม่ที่ชื่อ Marketplace โดยทำหน้าที่เป็นตลาดสำหรับอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ใช้เฟซบุ๊กด้วยกัน เป็นการเพิ่มช่องทางซื้อขายนอกเหนือไปจากการลงประกาศขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กเพจ หรือผ่านหน้าฟีด
หลายท่านที่ใช้เฟซบุ๊กคงจะเริ่มผ่านหูผ่านตากันบ้างแล้วกับไอคอนรูปหน้าร้าน ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรองรับบริการใหม่ที่ชื่อ Marketplace โดยทำหน้าที่เป็นตลาดสำหรับอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ใช้เฟซบุ๊กด้วยกัน เป็นการเพิ่มช่องทางซื้อขายนอกเหนือไปจากการลงประกาศขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กเพจ หรือผ่านหน้าฟีด
เฟซบุ๊กประกาศเปิดตัว Marketplace ในประเทศไทยเป็นประเทศที่ 24 ในโลก ซึ่งเป็นประเทศแรกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจจะเป็นเพราะจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศ ร่วมกับความนิยมในการช็อปปิ้งออนไลน์ของคนไทย รายงาน PWC ระบุว่า ในปี 2016 ประเทศไทยเป็นตลาด C2C ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย 51% ของกลุ่มตัวอย่าง ซื้อสินค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก และประเทศไทยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้เฟซบุ๊กถึง 46 ล้านคน
ในช่วงแรก Facebook Marketplace ถูกวางให้เป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสำหรับผู้บริโภครายย่อย (C2C) ในประเทศ ด้วยแนวคิดว่าใครๆ ก็ขายของได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้ขายสามารถลงขายสินค้าได้ด้วยตนเอง เพียงแค่ใส่รูป ระบุรายละเอียด และลงประกาศ ฝั่งของผู้ซื้อก็สามารถเลือกดูสินค้าตามประเภท รวมทั้งสามารถกำหนดตำแหน่งพิกัดของผู้ขายสินค้าในการแสดงผลได้
นอกจากนี้ Facebook ยังแสดงรายการสินค้าโดยดูจากประวัติการเลือกชมสินค้าของเราบนเฟซบุ๊กอีกด้วย โดยหลังจากที่เลือกสินค้าที่สนใจแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายจะติดต่อกันโดยตรงผ่าน Facebook Messenger เพื่อตกลงราคา วิธีการจัดส่ง รวมถึงช่องทางในการชำระเงิน ทั้งนี้เฟซบุ๊กกำลังพัฒนาระบบที่ชื่อว่า Qwik ร่วมกับบริษัท 2C2P เพื่อให้ชำระเงินได้ทางบัตรเครดิต บัตรเดบิต และโอนเงินผ่านระบบของ Facebook ในอนาคต
จุดเด่นของ Facebook Marketplace อยู่ที่ความสามารถในการตรวจสอบตัวตนผู้ซื้อและผู้ขาย โดยดูจาก Public Profile ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายนั้นมีเพื่อนร่วมกันกับเราหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Facebook Marketplace เองก็เป็นเพียงคนกลาง ซึ่งตัวระบบยังไม่ได้มีการควบคุมคอนเทนต์ หรือคุณภาพสินค้า มีเพียงการอนุญาตให้กดรายงานเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นช่องว่างให้มีสินค้าผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสมเข้าสู่ตลาดได้
ขณะเดียวกันยังไม่มีระบบ Customer Review ทำให้ผู้ซื้อขาดข้อมูลสำหรับประกอบการตัดสินใจ และอาจจะขาดความมั่นใจในการซื้อสินค้า ขณะที่การชำระเงินที่ยังคงต้องพึ่งพาช่องทางแบบเดิมๆ ที่คุยกันผ่านกล่องข้อความ และส่งเลขที่บัญชีสำหรับโอนเงิน หรือจ่ายเงินเมื่อรับสินค้า ทำให้การเก็บภาษีเข้ารัฐยังตรวจสอบได้ยาก
การเปิดตัวของ Facebook Marketplace นับว่าสร้างแรงกระตุ้นให้กับวงการอี-คอมเมิร์ซในประเทศ ที่จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ โดยเฉพาะธุรกิจ C2C รวมไปถึงตลาดเฉพาะทางที่ซื้อขายงานแฮนด์เมด หรือประมูลสินค้า เพราะ Facebook Marketplace เปิดกว้างสำหรับทุกประเภทสินค้า และไม่จำกัดรูปแบบในการขาย ตราบใดที่ผู้ซื้อ ผู้ขายสามารถใช้ Messenger ได้
แม้ในช่วงแรกนี้ฟีเจอร์ที่ปล่อยออกมายังไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่ผมคิดว่า ด้วยความที่ Facebook มีทั้งฐาน ผู้ใช้ และเทคโนโลยีอยู่ในมือ ทำให้น่าจะมีฟีเจอร์เด็ดๆ สำหรับ Marketplace ตามมาแน่นอน ส่วนจะได้รับความนิยมจาก ผู้ใช้มากแค่ไหน น่าจะต้องขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของกระบวนการซื้อขายที่ระบบจะมีให้ รวมถึงความสามารถในการสร้างความแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในตลาดออนไลน์ ซึ่งคงจะต้องรอดูกันต่อไปครับว่า เฟซบุ๊กจะทำให้ "ถูกใจ" ได้แค่ไหน n







