
อคติสกัดเยียวยาข่มขืน
*** โลกมองไทยเมื่อไม่นานมานี้เกิดแคมเปญในโซเชียลมีเดียที่ผู้หญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อของการโดนคุกคามทางเพศทั่วโลก ร่วมกันใช้แฮชแท็ก #metoo เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความเลวร้ายของการถูกคุกคามทางเพศ ภายหลัง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดังฮอลลีวู้ด ถูกแฉคุกคามทางเพศนักแสดงหญิงหลายราย
*** โลกมองไทย
เมื่อไม่นานมานี้เกิดแคมเปญในโซเชียลมีเดียที่ผู้หญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อของการโดนคุกคามทางเพศทั่วโลก ร่วมกันใช้แฮชแท็ก #metoo เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความเลวร้ายของการถูกคุกคามทางเพศ ภายหลัง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดังฮอลลีวู้ด ถูกแฉคุกคามทางเพศนักแสดงหญิงหลายราย
กระแสดังกล่าวบ่งชี้ถึงเหตุคุกคามทางเพศที่ยังคงปรากฏอยู่ทั่วโลก รวมถึงไทยเองที่สถานภาพของเหยื่อข่มขืนหลายรายยังไม่ได้รับความเป็นธรรมนัก
หนังสือพิมพ์สเตรทส์ไทมส์จากสิงคโปร์ เปิดเผยผลการวิจัยของหน่วยงาน 3 หน่วยของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งประกอบด้วยองค์การ เพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม ที่การรวบรวมเหตุการณ์ข่มขืนและการคุกคามทางเพศในไทยและเวียดนาม 290 เหตุการณ์ และผลการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอีก 200 ราย พบว่ามีหลายปัจจัยทางด้านสังคม กฎหมาย และสถาบันที่ทำให้เหยื่อไม่ได้รับการเยียวยา
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า มีเหยื่อหลายรายที่ถูกกล่าวโทษและ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเอง
"ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าระบบยุติธรรมของทั้งสองประเทศยังคงยึดติดกับแนวคิดหรืออคติต่อเหยื่อข่มขืน" แอนนา-คาริน แจตฟอร์ส รองอธิบดีประจำภูมิภาคเอเชียขององค์การ เพื่อสตรี กล่าวกับสเตรทส์ไทมส์
รายงานดังกล่าวอ้างถึงคำพูด เจ้าหน้าที่หญิงรายหนึ่งว่า การข่มขืนเกิดขึ้นเฉพาะกับคนฐานะยากจน ไม่มีการศึกษา หรือผู้ลี้ภัยเท่านั้น ขณะที่ เจ้าหน้าที่ชายบางรายเคยกล่าวกับเหยื่อว่า การแต่งตัวหรือพฤติกรรมที่ ล่อแหลมของเหยื่อ "เชิญชวน" ผู้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่และตัวเหยื่อเองมักจะมีความเชื่อว่าการข่มขืนมักจะเกิดจากคนแปลกหน้าใช้ความรุนแรงขืนใจ แต่งานวิจัยดังกล่าวระบุว่าเหยื่อการข่มขืน 91% ในไทย และ 86% ในเวียดนาม มีคนใกล้ตัวเป็น ผู้ก่อเหตุ ขณะที่เหยื่อ 68% ในไทย และ 76% ในเวียดนาม ไม่มีบาดแผล ที่มองเห็นได้หลังจากถูกข่มขืน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางรายยังไม่ให้ความร่วมมือนัก โดยเหยื่อบางรายต้องเดินทางไปแจ้งความมากกว่า 10 ครั้ง เนื่องจากการสืบคดีไม่คืบหน้า โดยเจ้าหน้าที่บางรายยังเกลี้ยกล่อม ให้ยอมความ
ด้วยเหตุข้างต้น เหยื่อความรุนแรงทางเพศหลายรายจึงต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนเพื่อ "ทำใจ" ก่อนจะแจ้งความตำรวจ ซึ่งส่งผลให้การสืบหลักฐานทางกายภาพจากเหยื่อยุ่งยากขึ้น เนื่องจากหลักฐานการถูกกระทำ อาทิ บาดแผลในอวัยวะเพศ จะเลือนหายตามเวลา n







